วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แหล่งที่มาของยาและรูปแบบของยาที่ใช้

แหล่งที่มาของยาและรูปแบบของยาที่ใช้
2.1.2 แหล่งที่มาของยาและรูปแบบของยาที่ใช้
2.1.2.1 ยามาจากแหล่งที่สำคัญ 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ1. ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ได้แก่ พวกสมุนไพร ซึ่งได้มาจาก1.1 พืช ได้จากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ตัวยารีเซอฟีนสกัดจากรากของต้นระย่อม ใช้ลดความดันเลือดสูง หรือมอร์ฟีน สกัดจากยางของฝิ่น ใช้เป็นยาระงับปวดหรือ ควินินสกัดจากเปลือกต้นซิงโคนาใช้รักษามาลาเรีย เป็นต้น1.2 สัตว์ ได้จากอวัยวะต่างๆ ของสัตว์ เช่น อินซูลินจากตับอ่อนของหมูและวัว1.3 แร่ธาตุ เช่น คาโอลิน และกำมะถัน เป็นต้น2. ยาสังเคราะห์ ยาที่ใช้รักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนใหญ่ได้มาจากสมุนไพรมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยาแผนปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ส่วนใหญ่ได้มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี อาจเป็นยาสังเคราะห์เลียนแบบสารที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ยาคลอแรมเฟนิคอล หรือเป็นอนุพันธ์ของสารที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาสังเคราะห์ที่มิได้ปรากฏในธรรมชาติ เช่น ยาอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ สารสังเคราะห์หรือกึ่งสังเคราะห์เหล่านี้ อาจมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาใกล้เคียง หรือแตกต่างจากสารที่ได้จากธรรมชาติก็ได้
2.1.2.2 รูปแบบของยาเภสัชภัณฑ์ หรือยาเตรียม หมายถึง ยารักษาโรคซึ่งถูกปรุงแต่งขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ สะดวกปลอดภัย และได้ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค รูปแบบต่างๆ ของเภสัชภัณฑ์ที่ใช้เป็นยาภายในและภายนอก แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ 4 ประการ ตามลักษณะดังต่อไปนี้1. เภสัชภัณฑ์รูปแบบของเหลว มี 2 ชนิด1.1 ยาน้ำสารละลาย ตัวอย่าง ยาน้ำใส ยาน้ำเชื่อม และยาอมบ้วนปาก เป็นต้น1.2 น้ำยากระจายตัว ตัวอย่าง ยาน้ำผสม ยาน้ำแขวนตะกอน และยาอิมัลชัน เป็นต้น2. เภสัชภัณฑ์รูปแบบของแข็ง ตัวอย่าง ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาผงฟู่ ยาอม และยาเหน็บ เป็นต้น3. เภสัชภัณฑ์รูปแบบกึ่งแข็ง ตัวอย่าง ยาขี้ผึ้ง ยาครีม และยาเจล เป็นต้น4. เภสัชภัณฑ์รูปแบบอื่นๆ ตัวอย่าง ยาสูดดม ยาแอโรโซล และยาพ่นฝอย เป็นต้นรูปแบบของยาแต่ละชนิดอาจมีได้มากกว่า 1 รูป ในแต่ละทางที่บริหารยา เช่น ทางปาก รูปแบบยา มียาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำเชื่อม ยาน้ำแขวนลอย ยาอิมัลชัน และยาผง
วัตถุประสงค์ในการทำยาในรูปแบบต่างๆ
1. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาในขนาดที่ถูกต้อง ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค2. ป้องกันการสลายตัวของยา ตัวยาบางอย่างจะสลายตัวเมื่อถูกอากาศและความชื้นจึงทำในรูปยาเม็ดเคลือบน้ำตาลหรือฟิล์ม3. กลบรสตัวยาที่ไม่น่ารับประทาน เช่น ยาแคปซูล4. เหมาะสำหรับเด็กหรือผู้สูงอายุที่กลืนยาเม็ด ยาแคปซูลไม่ได้ เช่น ยาน้ำผสม ยาน้ำแขวนตะกอน เป็นต้น5. เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ติดต่อกันนาน ไม่ต้องรับประทานยาบ่อยครั้ง เช่น ยาเม็ดชนิดออกฤทธิ์เนิ่นนาน6. ต้องการใช้เป็นยาภายนอก ใช้สำหรับผิวหนัง ยาขี้ผึ้ง ครีม หรือใช้เฉพาะที่ เช่น ยาตายาหู และยาจมูก เป็นต้น7. ใช้สอดเข้าช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น ยาเหน็บทวารหนัก และยาเหน็บช่องคลอดเป็นต้น8. ต้องการให้ยาเข้าสู่หลอดเลือด หรือเนื้อเยื่อของร่างกายโดยตรง ทำให้ออกฤทธิ์เร็ว เช่น ยาฉีด9. ต้องการให้ตัวยาออกฤทธิ์โดยผ่านระบบสูดดม เช่น ยาสูดดม หรือยาแอโรโซล เป็นต้น10. ต้องการให้ตัวยาออกฤทธิ์โดยระบบนำส่งผ่านผิวหนัง เพื่อให้ตัวยาดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดช้าๆ
2.2 วิธีการใช้ยา
การใช้ยารักษาโรคถ้าจะให้ได้ผลในทางรักษา ผู้ใช้ยาจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ต้องศึกษาหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับยาที่จะใช้ อาจสอบถามจากแพทย์ เภสัชกร หรืออ่านจากหนังสือ หรืออ่านเอกสารทางยาและอื่นๆ ข้อมูลสำคัญที่นักศึกษาหรือผู้ใช้ยาควรทราบและใส่ใจเป็นพิเศษ
2.2.1 การดูฉลากยาและเอกสารกำกับยา
ก่อนการใช้ยา ต้องอ่านฉลากยาทุกครั้ง เพื่อป้องกันการหยิบยาผิด และเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา ควรต้องอ่านฉลากกำกับยาเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับ สรรพคุณ ขนาดยา ความแรง วิธีใช้ ข้อห้าม ข้อแนะนำและคำเตือน วันผลิตและวันหมดอายุของยา อุณหภูมิที่เก็บยา การอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาอย่างละเอียดก็เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการใช้ยามากที่สุด ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่มีบนฉลากยา ซึ่งผู้ใช้ยาควรใส่ใจ1. ชื่อยายาแต่ละตัวมีชื่อ 3 ชื่อด้วยกันคือชื่อสามัญทางยา (Generic Name) จัดเป็นชื่อที่สำคัญที่สุดในทางเภสัช เพราะเป็นชื่อที่ถูกตั้งเพื่อเป็นมาตรฐานในการสื่อกัน แทนที่จะใช้ชื่อทางเคมี ซึ่งเป็นชื่อที่ยาวมาก ซับซ้อน นอกจากนี้ยังเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วโลก จะมียกเว้นยาบางตัวเท่านั้น ได้แก่Paracetamol ที่ USA เรียกว่า AcetaminophenSalbutamol ที่ USA เรียกว่า Albuterolชื่อทางเคมี (Chemical Name) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามระบบวิธีตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ จากชื่อนี้สามารถแสดงให้เห็นว่า ยานั้นมีโครงสร้างอย่างไร ชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ยาวมาก จำยาก ใช้เป็นชื่ออ้างอิงทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เช่นErgotamine tartrate มีชื่อทางเคมีว่า Ergotaman-3’, 6’, 18-trione 12’-hydroxy-2’-menthyl-5’-(alpha)-[R-(R*,R*)]-2, 3-dihydroxybutanedioate(2:1)(tartrate)ชื่อทางการค้า (Trade Name) ชื่อที่บริษัทผู้ขายตั้งขึ้นเอง เพื่อให้เรียกง่าย และใช้ในการโฆษณา ทำให้ติดปาก ผู้ใช้ยาเรียกชื่อการค้าแทนในฐานะผู้ใช้ยาควรที่จะทำความรู้จักกับชื่อสามัญของยามากกว่าที่จะใช้ชื่อทางการค้า เพราะจะเป็นวิธีที่ปกป้องตัวเองได้ดีกว่า และเป็นการประหยัดมากกว่า อย่างไรก็ตาม มาตรฐานในการผลิตยาของบางบริษัทก็จัดอยู่ในขั้นแย่มาก ดังนั้นการซื้อยาควรจะระบุชื่อทางการค้า และเลือกร้านขายยาที่ท่านวางใจด้วย2. เลขทะเบียนตำรับยามักมีคำว่า Reg.No ส่วนเลขที่แสดงต่อท้ายอักษร ภาษาอังกฤษ คือ เลขลำดับที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและทับเลขท้ายของปี พ.ศ.ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน3. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา เช่น ยาเม็ด4. เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ซึ่งมักใช้คำย่อเป็นภาษาอังกฤษ เช่นLotono., Cont.No., Batch No. หรือ L,C,L/C,B/C5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตยา ยาที่ผลิตในประเทศต้องมีชื่อผู้ผลิต จังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยาด้วย6. วันเดือนปี ที่ผลิตยามักมีคำย่อภาษาอังกฤษ Mfd. หรือ Mfg date. แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ผลิต หากยานั้นผลิตมาเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมารับประทาน ส่วนยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ จะมีการระบุวันที่หมดอายุ โดยมีคำย่อว่า Exp.Date ซึ่งย่อมาจาก Expiration Date แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ผลิตยานั้นหมดอายุ โดยใช้คำว่า use before7. คำว่า “ยาอันตราย” “ยาควบคุมพิเศษ” หรือ “ยาใช้ภายนอก” แล้วแต่กรณีซึ่งจะเขียนด้วยอักษรสีแดงอ่านได้ชัดเจน8. วิธีใช้และคำเตือน การจัดให้มีคำเตือนไว้บนฉลาก และเอกสารกำกับยานั้นใช้สำหรับยาที่รัฐมนตรีประกาศหรือกรณีที่กฎหมายบังคับสำหรับตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป เลขทะเบียนตำรับยาจะขึ้นต้นด้วย 2Aยาที่ใช้สำหรับสัตว์ อักษรย่อภาษาอังกฤษจะเป็น D……, คือยาที่ผลิตในประเทศคือ E….คือ ยาที่นำหรือสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาบรรจุและ F…..คือ ยาที่นำสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ยาที่เป็นแผนโบราณอักษรภาษาอังกฤษก็จะเป็น G……คือ ยาที่ผลิตในประเทศ H…..คือ ยาที่แบ่งบรรจุ และ K…..คือ ยาที่นำสั่งเข้ามาจากต่างประเทศแล้วตามด้วยเลขลำดับที่ได้รับอนุญาตและปี พ.ศ.ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนดังตารางแสดง
ยาแผนปัจจุบัน1A : ยามนุษย์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)1B : ยามนุษย์แบ่งบรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)1C : ยามนุษย์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)1D : ยาสัตว์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)1E : ยาสัตว์แบ่งบรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)1F : ยาสัตว์นำหรือสั่งเข้า (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)2A : ยามนุษย์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)2B : ยามนุษย์แบ่งบรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)2C : ยามนุษย์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)2D : ยาสัตว์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)2E : ยาสัตว์บรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)2F : ยาสัตว์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)
ยาแผนโบราณG : ยามนุษย์ผลิตภายในประเทศ (แผนโบราณ)H : ยามนุษย์แบ่งบรรจุ (แผนโบราณ)K : ยามนุษย์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนโบราณ)L : ยาสัตว์ผลิตภายในประเทศ(แผนโบราณ)M : ยาสัตว์แบ่งบรรจุ (แผนโบราณ)N: ยาสัตว์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนโบราณ)

ยากับชีวิตประจำวัน

ยากับชีวิตประจำวัน
2.1 ยากับชีวิตประจำวัน

มนุษย์รู้จักใช้ยามาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ อาจเป็นเนื้อ กระดูกสัตว์ รากไม้ และกิ่งใบของพฤกษชาติ ตลอดจนแร่ธาตุต่างๆ มาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ให้มีขนาดที่จะป้อนเข้าปากได้ หรือเอามาละลายในน้ำต้ม หรือทำเป็นน้ำมันและน้ำยาที่ใช้ทาได้ จนมาประมาณ ค.ศ.1700 มีการใช้ยานับจำนวนพันๆ ตำรับ แต่ปรากฏว่ามียาเพียง 30 – 40 ตำรับเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างแท้จริง เช่น ยาขับพยาธิในลำไส้ จากรากของต้น Malefern ราก Pomegranate น้ำมัน Santonin ใช้สารปรอทเป็นยาระบายและขับปัสสาวะ ต่อมาใช้รักษาโรคซิฟิลิส ใช้ราก Cinchona bark จากประเทศเปรูรักษาไข้มาเลเรีย Ipecacuanh จากบราซิล ใช้สำหรับขับเสมหะและอาเจียน เป็นต้น
ความเจริญของการค้นพบยา มาเริ่มต้นในศตวรรษที่ 19 โดยเภสัชกรชาวเยอรมัน อายุ 23 ปี ชื่อ ฟรีดริช แซร์ทูเออเนอร์ (Friedrich Sertuemer) สามารถแยกมอร์ฟีนจากฝิ่นดิบ เมื่อ ค.ศ.1805 และนี่คือสัญญาณของการแยกวิเคราะห์ตัวยาใหม่ๆ ให้ติดตามมาอีกมากมาย และในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และนักเภสัชศาสตร์ก็ยังค้นคว้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง เพราะยาจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในชีวิตของมนุษย์เราโดยเฉพาะยามที่เราเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย ยาจะเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาโรค แต่หารู้ไม่ว่ายาที่เราใช้อยู่นี้หากใช้มาก หรือนานเกินไปอาจเปลี่ยนจากคุณเป็นโทษได้ เพราะยามีผลแทรกซ้อนหรือฤทธิ์ข้างเคียงเสมอแทบทุกตัว ดังนั้น ประชาชนควรใฝ่หาความรู้ว่ายาใดมีประโยชน์อย่างไรและใช้อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์ปราศจากโทษ ถึงแม้ผู้ผลิตยาเองจะพยายามที่จะให้ยามีพิษหรือผลข้างเคียงน้อยที่สุดแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการขาดประสบการณ์ สะเพร่าหรือประมาทของผู้ใช้ยาก็จะกลายเป็นดาบสองคม ทำร้ายผู้ใช้ยาได้

2.1.1 ความหมายและประเภทของยา

2.1.1.1 ความหมายของคำว่ายา
ยา คือ วัตถุที่ใช้เพื่อให้มนุษย์หรือสัตว์หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย และทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
พ.ร.บ. ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 มาตราที่ 1-49 ได้แบ่งประเภทของยาไว้ดังนี้
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“ยา" หมายความว่า
(1) วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ
(2) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือ ความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์
(3) วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือ
(4) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์ วัตถุตาม (1) (2) หรือ (4) ไม่หมายความรวมถึง
(ก) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมตามที่รัฐมนตรีประกาศ
(ข) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ เครื่องกีฬา เครื่องมือ เครื่องใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ เครื่องสำอาง หรือเครื่องมือและส่วนประกอบของเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบโรคศิลปะหรือวิชาชีพเวชกรรม
(ค) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในห้องวิทยาศาสตร์สำหรับการวิจัย การวิเคราะห์หรือ การชันสูตรโรคซึ่งมิได้กระทำโดยตรงต่อร่างกายของมนุษย์
โรคภัยไข้เจ็บ คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจก็ได้ เป็นผลเนื่องมาจากเชื้อโรค มลพิษต่างๆ และภาวะสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย แสดงอาการต่างๆ ที่เป็นอันตรายและทำให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
กล่าวโดยทั่วไป ยารักษาโรค คือ วัตถุที่ถูกปรุงแต่งขึ้นเพื่อความมุ่งหมาย 6 ประการ
1. บำบัดโรค ยาที่ใช้มักเป็นตัวยาที่เจาะจงในการทำลายสาเหตุของโรคชนิดใดชนิดหนึ่งให้
หมดสิ้นไป เช่น ยารักษามาลาเรีย
2. รักษาโรค ยาที่ใช้รักษาโรคให้หายไปในระยะสั้น แต่อาจจะกลับเป็นขึ้นมาอีกก็ได้ เช่น ยาแก้ไข้หวัด
3. บรรเทาอาการ เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆ ได้รับความทุกขเวทนา จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเหล่านั้นชั่วขณะ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้
4. ป้องกันโรค โรคบางอย่างอาจป้องกันได้โดยสร้างภูมิคุ้มกันโรค เช่น วัคซีนต่างๆ
5. วินิจฉัยโรค โรคบางชนิดจำเป็นต้องใช้กรรมวิธีต่างๆ ที่อาศัยยา เช่น ยาที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสีวินิจฉัย และยาทดสอบภูมิแพ้ต่างๆ
6. เสริมสร้างสุขภาพ ได้แก่ วิตามิน และแร่ธาตุ

2.1.1.2 ประเภทของยา
ยารักษาโรคที่ใช้ในปัจจุบัน แบ่งเป็น 9 ประเภท ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติยาฉบับที่ 5 พุทธศักราช 2530 ดังนี้
1. ยาแผนปัจจุบัน หมายความว่า ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือการบำบัดโรคสัตว์
2. ยาแผนโบราณ หมายความว่า ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะแผน
โบราณ หรือการบำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศหรือยาที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาแผนโบราณ หรือยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นยาแผนโบราณ
3. ยาอันตราย หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยา
อันตราย
4. ยาควบคุมพิเศษ หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็น ยาควบคุมพิเศษ
5. ยาใช้ภายนอก หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุ่งหมายสำหรับใช้ภายนอก
6. ยาใช้เฉพาะที่ หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุ่งหมายใช้เฉพาะที่กับ
ผิวหนัง หู ตา จมูก ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หรือท่อปัสสาวะ
7. ยาสามัญประจำบ้าน หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศ
เป็นยาสามัญประจำบ้าน
8. ยาบรรจุเสร็จ หมายความว่า ยาแผนปัจจุบันที่ได้ผลิตขึ้นเสร็จในรูปต่างๆ ทางเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่ปิดหรือผนึกไว้ และมีฉลากครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้
9. ยาสมุนไพร หมายความว่า ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือแร่ ซึ่งมิได้ผสมปรุง หรือแปรสภาพ
เพื่อความสะดวกในการจำแนกประเภทยาตามเภสัชตำรับของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่แบ่งโดยอาศัยตำแหน่ง การออกฤทธิ์ทางกายวิภาคศาสตร์ และประโยชน์ทางการรักษา ดังนี้
1. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ตัวอย่างเช่น ยานอนหลับ
2. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอัติโนมัติ ตัวอย่างเช่น อะโทรฟีน
3. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบหายใจ ตัวอย่างเช่น ยาขยายหลอดลม
4. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเช่น ยาลดความดันเลือด
5. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ตัวอย่างเช่น ยาลดกรด
6. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการสืบพันธุ์ และยาจำพวกฮอร์โมน ตัวอย่างเช่น ยาคุมกำเนิด
7. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อไต ตัวอย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ
8. ยาแก้แพ้ ตัวอย่างเช่น ยาแอนติฮิสทามีน
9. ยาลดอาการอักเสบ ตัวอย่างเช่น ยาจำพวกสเตียรอยด์
10. ยาต้านจุลชีพ ตัวอย่างเช่น ยาจำพวกซัลฟานาไมด์
11. ยาอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ยารักษามะเร็ง

2.1.2 แหล่งที่มาของยาและรูปแบบของยาที่ใช้

2.1.2.1 ยามาจากแหล่งที่สำคัญ 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ
1. ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ได้แก่ พวกสมุนไพร ซึ่งได้มาจาก
1.1 พืช ได้จากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ตัวยารีเซอฟีนสกัดจากรากของต้นระย่อม ใช้ลดความดันเลือดสูง หรือมอร์ฟีน สกัดจากยางของฝิ่น ใช้เป็นยาระงับปวดหรือ ควินินสกัดจากเปลือกต้นซิงโคนาใช้รักษามาลาเรีย เป็นต้น
1.2 สัตว์ ได้จากอวัยวะต่างๆ ของสัตว์ เช่น อินซูลินจากตับอ่อนของหมูและวัว
1.3 แร่ธาตุ เช่น คาโอลิน และกำมะถัน เป็นต้น
2. ยาสังเคราะห์ ยาที่ใช้รักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนใหญ่ได้มาจากสมุนไพรมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยาแผนปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ส่วนใหญ่ได้มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี อาจเป็นยาสังเคราะห์เลียนแบบสารที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ยาคลอแรมเฟนิคอล หรือเป็นอนุพันธ์ของสารที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาสังเคราะห์ที่มิได้ปรากฏในธรรมชาติ เช่น ยาอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ สารสังเคราะห์หรือกึ่งสังเคราะห์เหล่านี้ อาจมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาใกล้เคียง หรือแตกต่างจากสารที่ได้จากธรรมชาติก็ได้

2.1.2.2 รูปแบบของยา
เภสัชภัณฑ์ หรือยาเตรียม หมายถึง ยารักษาโรคซึ่งถูกปรุงแต่งขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ สะดวกปลอดภัย และได้ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค รูปแบบต่างๆ ของเภสัชภัณฑ์ที่ใช้เป็นยาภายในและภายนอก แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ 4 ประการ ตามลักษณะดังต่อไปนี้
1. เภสัชภัณฑ์รูปแบบของเหลว มี 2 ชนิด
1.1 ยาน้ำสารละลาย ตัวอย่าง ยาน้ำใส ยาน้ำเชื่อม และยาอมบ้วนปาก เป็นต้น
1.2 น้ำยากระจายตัว ตัวอย่าง ยาน้ำผสม ยาน้ำแขวนตะกอน และยาอิมัลชัน เป็นต้น
2. เภสัชภัณฑ์รูปแบบของแข็ง ตัวอย่าง ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาผงฟู่ ยาอม และยาเหน็บ เป็นต้น
3. เภสัชภัณฑ์รูปแบบกึ่งแข็ง ตัวอย่าง ยาขี้ผึ้ง ยาครีม และยาเจล เป็นต้น
4. เภสัชภัณฑ์รูปแบบอื่นๆ ตัวอย่าง ยาสูดดม ยาแอโรโซล และยาพ่นฝอย เป็นต้น
รูปแบบของยาแต่ละชนิดอาจมีได้มากกว่า 1 รูป ในแต่ละทางที่บริหารยา เช่น ทางปาก รูปแบบยา มียาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำเชื่อม ยาน้ำแขวนลอย ยาอิมัลชัน และยาผง

วัตถุประสงค์ในการทำยาในรูปแบบต่างๆ

1. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประทานยาในขนาดที่ถูกต้อง ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค
2. ป้องกันการสลายตัวของยา ตัวยาบางอย่างจะสลายตัวเมื่อถูกอากาศและความชื้นจึงทำในรูปยาเม็ดเคลือบน้ำตาลหรือฟิล์ม
3. กลบรสตัวยาที่ไม่น่ารับประทาน เช่น ยาแคปซูล
4. เหมาะสำหรับเด็กหรือผู้สูงอายุที่กลืนยาเม็ด ยาแคปซูลไม่ได้ เช่น ยาน้ำผสม ยาน้ำแขวนตะกอน เป็นต้น
5. เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ติดต่อกันนาน ไม่ต้องรับประทานยาบ่อยครั้ง เช่น ยาเม็ดชนิดออกฤทธิ์เนิ่นนาน
6. ต้องการใช้เป็นยาภายนอก ใช้สำหรับผิวหนัง ยาขี้ผึ้ง ครีม หรือใช้เฉพาะที่ เช่น ยาตา
ยาหู และยาจมูก เป็นต้น
7. ใช้สอดเข้าช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น ยาเหน็บทวารหนัก และยาเหน็บช่องคลอด
เป็นต้น
8. ต้องการให้ยาเข้าสู่หลอดเลือด หรือเนื้อเยื่อของร่างกายโดยตรง ทำให้ออกฤทธิ์เร็ว เช่น ยาฉีด
9. ต้องการให้ตัวยาออกฤทธิ์โดยผ่านระบบสูดดม เช่น ยาสูดดม หรือยาแอโรโซล เป็นต้น
10. ต้องการให้ตัวยาออกฤทธิ์โดยระบบนำส่งผ่านผิวหนัง เพื่อให้ตัวยาดูดซึมเข้าสู่กระแส
เลือดช้าๆ

2.2 วิธีการใช้ยา

การใช้ยารักษาโรคถ้าจะให้ได้ผลในทางรักษา ผู้ใช้ยาจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ต้องศึกษาหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับยาที่จะใช้ อาจสอบถามจากแพทย์ เภสัชกร หรืออ่านจากหนังสือ หรืออ่านเอกสารทางยาและอื่นๆ ข้อมูลสำคัญที่นักศึกษาหรือผู้ใช้ยาควรทราบและใส่ใจเป็นพิเศษ

2.2.1 การดูฉลากยาและเอกสารกำกับยา

ก่อนการใช้ยา ต้องอ่านฉลากยาทุกครั้ง เพื่อป้องกันการหยิบยาผิด และเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา ควรต้องอ่านฉลากกำกับยาเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับ สรรพคุณ ขนาดยา ความแรง วิธีใช้ ข้อห้าม ข้อแนะนำและคำเตือน วันผลิตและวันหมดอายุของยา อุณหภูมิที่เก็บยา การอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาอย่างละเอียดก็เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการใช้ยามากที่สุด ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่มีบนฉลากยา ซึ่งผู้ใช้ยาควรใส่ใจ
1. ชื่อยา
ยาแต่ละตัวมีชื่อ 3 ชื่อด้วยกันคือ
ชื่อสามัญทางยา (Generic Name) จัดเป็นชื่อที่สำคัญที่สุดในทางเภสัช เพราะเป็นชื่อที่ถูกตั้งเพื่อเป็นมาตรฐานในการสื่อกัน แทนที่จะใช้ชื่อทางเคมี ซึ่งเป็นชื่อที่ยาวมาก ซับซ้อน นอกจากนี้ยังเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วโลก จะมียกเว้นยาบางตัวเท่านั้น ได้แก่
Paracetamol ที่ USA เรียกว่า Acetaminophen
Salbutamol ที่ USA เรียกว่า Albuterol
ชื่อทางเคมี (Chemical Name) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามระบบวิธีตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ จากชื่อนี้สามารถแสดงให้เห็นว่า ยานั้นมีโครงสร้างอย่างไร ชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ยาวมาก จำยาก ใช้เป็นชื่ออ้างอิงทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เช่น
Ergotamine tartrate มีชื่อทางเคมีว่า Ergotaman-3’, 6’, 18-trione 12’-hydroxy-2’-menthyl-5’-(alpha)-[R-(R*,R*)]-2, 3-dihydroxybutanedioate(2:1)(tartrate)
ชื่อทางการค้า (Trade Name) ชื่อที่บริษัทผู้ขายตั้งขึ้นเอง เพื่อให้เรียกง่าย และใช้ในการ
โฆษณา ทำให้ติดปาก ผู้ใช้ยาเรียกชื่อการค้าแทน
ในฐานะผู้ใช้ยาควรที่จะทำความรู้จักกับชื่อสามัญของยามากกว่าที่จะใช้ชื่อทางการค้า เพราะ
จะเป็นวิธีที่ปกป้องตัวเองได้ดีกว่า และเป็นการประหยัดมากกว่า อย่างไรก็ตาม มาตรฐานในการผลิต
ยาของบางบริษัทก็จัดอยู่ในขั้นแย่มาก ดังนั้นการซื้อยาควรจะระบุชื่อทางการค้า และเลือกร้านขายยาที่ท่านวางใจด้วย
2. เลขทะเบียนตำรับยามักมีคำว่า Reg.No ส่วนเลขที่แสดงต่อท้ายอักษร ภาษาอังกฤษ คือ เลขลำดับที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาและทับเลขท้ายของปี พ.ศ.ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
3. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา เช่น ยาเม็ด
4. เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ซึ่งมักใช้คำย่อเป็นภาษาอังกฤษ เช่น
Lotono., Cont.No., Batch No. หรือ L,C,L/C,B/C
5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตยา ยาที่ผลิตในประเทศต้องมีชื่อผู้ผลิต จังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยาด้วย
6. วันเดือนปี ที่ผลิตยามักมีคำย่อภาษาอังกฤษ Mfd. หรือ Mfg date. แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ผลิต หากยานั้นผลิตมาเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมารับประทาน ส่วนยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ จะมีการระบุวันที่หมดอายุ โดยมีคำย่อว่า Exp.Date ซึ่งย่อมาจาก Expiration Date แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ผลิตยานั้นหมดอายุ โดยใช้คำว่า use before
7. คำว่า “ยาอันตราย” “ยาควบคุมพิเศษ” หรือ “ยาใช้ภายนอก” แล้วแต่กรณีซึ่งจะเขียนด้วยอักษรสีแดงอ่านได้ชัดเจน
8. วิธีใช้และคำเตือน การจัดให้มีคำเตือนไว้บนฉลาก และเอกสารกำกับยานั้นใช้สำหรับยาที่รัฐมนตรีประกาศหรือกรณีที่กฎหมายบังคับ
สำหรับตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป เลขทะเบียนตำรับยาจะขึ้นต้นด้วย 2Aยาที่ใช้สำหรับสัตว์ อักษรย่อภาษาอังกฤษจะเป็น D……, คือยาที่ผลิตในประเทศคือ E….คือ ยาที่นำหรือสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาบรรจุและ F…..คือ ยาที่นำสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ยาที่เป็นแผนโบราณอักษรภาษาอังกฤษก็จะเป็น G……คือ ยาที่ผลิตในประเทศ H…..คือ ยาที่แบ่งบรรจุ และ K…..คือ ยาที่นำสั่งเข้ามาจากต่างประเทศแล้วตามด้วยเลขลำดับที่ได้รับอนุญาตและปี พ.ศ.ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน

ยาแผนปัจจุบัน
1A : ยามนุษย์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)
1B : ยามนุษย์แบ่งบรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)
1C : ยามนุษย์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)
1D : ยาสัตว์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)
1E : ยาสัตว์แบ่งบรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)
1F : ยาสัตว์นำหรือสั่งเข้า (แผนปัจจุบัน) (ยาเดี่ยว)
2A : ยามนุษย์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)
2B : ยามนุษย์แบ่งบรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)
2C : ยามนุษย์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)
2D : ยาสัตว์ผลิตภายในประเทศ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)
2E : ยาสัตว์บรรจุ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)
2F : ยาสัตว์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนปัจจุบัน) (ยาผสม)

ยาแผนโบราณ
G : ยามนุษย์ผลิตภายในประเทศ (แผนโบราณ)
H : ยามนุษย์แบ่งบรรจุ (แผนโบราณ)
K : ยามนุษย์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนโบราณ)
L : ยาสัตว์ผลิตภายในประเทศ(แผนโบราณ)
M : ยาสัตว์แบ่งบรรจุ (แผนโบราณ)
N: ยาสัตว์นำหรือสั่งเข้าฯ (แผนโบราณ)
สำหรับผู้ใช้ยา ควรปฏิบัติตามคำเตือน ข้อแนะนำ และข้อห้ามที่เขียนไว้บนฉลากอย่างเคร่งครัด
ข้อห้าม ห้ามรับประทานยาพร้อมกับนมหรือยาลดกรด
ตัวอย่าง ยาเตตราซัยคลีน
ข้อห้าม ห้ามรับประทานยาขณะที่ท้องว่าง
ตัวอย่าง ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อกระดูก
ข้อห้าม ห้ามรับประทานยาเมื่อมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
ตัวอย่าง ยาระบาย-ยาถ่าย
คำเตือน ยานี้ทำให้ง่วง ไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล
ตัวอย่าง ยาคลอร์เฟนิรามีน
ข้อแนะนำ เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน
ตัวอย่าง ยาลดกรด
คำเตือน ยาใช้ภายนอก ห้ามรับประทาน
ตัวอย่าง ยาทาแก้ผดผื่นคัน
ข้อแนะนำ ควรดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อป้องกันการเกิดนิ่ว
ตัวอย่าง ยาจำพวกซัลฟา



2.2.1 ขนาดของยาที่ต้องใช้

เพื่อไม่ให้ใช้ยาผิดขนาดคงต้องทำความเข้าใจมาตราที่ใช้ในการชั่งน้ำหนัก และการตวงปริมาตร

การชั่งน้ำหนัก
1 เกรน = 65 มิลลิกรัม
1 กรัม = 15.43 เกรน
1 ออนซ์ = 31.1 กรัม
1 มิลลิกรัม = 1000 ไมโครกรัม
1 กิโลกรัม = 2.2 ปอนด์

การตวงปริมาตร
1 มิลลิกรัม = 20 หยด
1 ช้อนชา = 5 มิลลิลิตร
1 ช้อนโต๊ะ = 15 มิลลิลิตร
1 ถ้วยชา = 120 มิลลิลิตร
1 ถ้วยแก้วน้ำ = 240 มิลลิลิตร
1 ไปนท์ = 473 มิลลิลิตร
1 ลิตร = 1,000 มิลลิลิตร
1 แกลลอน = 3.79 ลิตร


ปกติขนาดยาที่ใช้ในการบำบัดและรักษาโรค ได้ทำการศึกษาทดลองมาเป็นเวลานานต้องเป็นขนาดที่น้อยที่สุดที่ทำให้เกิดการสนองตอบต่อยา และมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคให้ได้ผลดี และให้ผลข้างเคียงต่ำ ร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมน้อยลง ขนาดของยาที่ใช้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การใช้ยาเกินขนาดอาจเกิดเป็นพิษ ในบางคราวอาจถึงตายได้ และรับประทานยาซ้ำ ผู้ป่วยบางรายมีการเข้าใจผิดคิดว่ายิ่งกินยาบ่อยๆ โรคจะหายเร็ว ตัวอย่าง ยาแก้ปวดลดไข้ควรรับประทานยาห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ถ้ารับประทานยาทุกๆ 2 ชั่วโมงทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ในกรณีที่ลืมรับประทานยา ในครั้งต่อไปไม่ควรรับประทานยาเป็น 2 เท่า สำหรับยาน้ำควรใช้ช้อนตวงยา ถ้วยรินยาหรือหยอดหยดยาที่ได้มาตรฐาน การใช้ช้อนชา ช้อนโต๊ะ ที่ใช้ตามบ้านอาจไม่ได้ปริมาณที่ถูกต้อง ถ้าได้จำนวนยาไม่ถึงขนาดจะทำให้เชื้อโรคบางอย่างเกิดการดื้อยา และมีอาการป่วยเรื้อรัง 1 ช้อนชามาตรฐานเท่ากับ 5 มิลลิลิตร ช้อนชาที่ใช้ตามบ้าน เท่ากับ 3 – 4 มิลลิลิตร 1 ช้อนโต๊ะมาตรฐานเท่ากับ 15 มิลลิลิตร ช้อนโต๊ะตามบ้าน 10 – 12 มิลลิลิตร ยาน้ำแขวนตะกอนควรเขย่าก่อนรินยา ทุกครั้ง มิฉะนั้นจะได้ขนาดรับประทานของยาแต่ละครั้งไม่เท่ากัน



2.2.2 เวลาในการรับประทานยา

การใช้ยาที่ถูกต้องคือ ต้องรับประทานยาตามเวลาที่แพทย์สั่ง เช่น รับประทานก่อนอาหาร หลังอาหารทันที หรือก่อนนอน การรับประทานยาตามคำสั่งเหล่านี้มีความหมายและหลักการสำคัญที่ควรทราบดังต่อไปนี้คือ

รับประทานก่อนอาหาร
หมายความว่า ให้รับประทานยาก่อนรับประทานอาหาร ประมาณ ครึ่ง - 1 ชั่วโมง
หลักการสำคัญ คือ ต้องรับประทานยาในขณะที่ท้องว่างคือไม่มีกรดในกระเพาะอาหาร ที่จะมาทำลายตัวยา ดังนั้นยาที่รับประทานก็จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้มากที่สุด มีผลในการออกฤทธิ์สูง
ตัวอย่างยาที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆ เช่น ยากลุ่มเพนนิซิลิน ยกเว้นยาบางชนิด เช่น เตตร้าไซคลิน ฮีริโทรมัยซิน
หากลืมรับประทานก่อนอาหารให้รับประทานหลังอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง

รับประทานหลังอาหาร
หมายความว่า ให้รับประทานยาหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วประมาณ 15 - 30 นาที

รับประทานหลังอาหารทันที หรือ พร้อมอาหาร
หมายความว่า ให้รับประทานยาทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว หรือจะรับประทานยาในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารก็ได้
หลักการสำคัญคือ ตัวยาประเภทนี้จะระคายต่อกระเพาะอาหารมาก ถ้าหากว่ารับประทานยาในช่วงที่ท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผลได้
ตัวอย่างยาที่ต้องรับประทานหลังอาหารทันที เช่น ยากลุ่มต้านอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาแอสไพริน อินโดเมธาซิน ยาสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน เป็นต้น

รับประทานก่อนนอน
หมายความว่า ให้รับประทานยาก่อนเข้านอนตอนกลางคืน ประมาณ 15 - 30 นาที
เช่น ยาไดอะซีแพม
รับประทานเมื่อมีอาการ
หมายความว่า ให้รับประทานยาเมื่อมีอาการของโรค เช่น อาการปวด ถ้าหากไม่มีอาการปวด ก็ไม่ต้องรับประทานยา โดยปกติแล้วจะกำหนดให้รับประทานยาทุก 4 - 6 ชั่วโมง
หลักการสำคัญ อย่ากินยาก่อนถึงกำหนด เพราะอาจเกิดพิษจากการรับประทานยาเกินขนาดได้
ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล

2.2.3 ผลของยาต่อร่างกายมนุษย์

แม้วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาคือ ผลรักษา ก็ตาม แต่จะมีผลอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยมากน้อยแล้วแต่คุณสมบัติของยาและสภาพของผู้ใช้ยา
คำศัพท์เทคนิคซึ่งประชาชนหรือคนไข้มักจะได้ยินได้ฟังจากปากของบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ เภสัชกร พยาบาล ดังนั้นหากทำความเข้าใจว่าแต่ละคำมีความหมายอย่างไรจะทำให้การสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับประชาชนนั้นราบรื่นอันจะช่วยให้การรักษาโรคด้วยยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่นี้ ก็ควรทำความเข้าใจกับคำเหล่านี้ให้ถ่องแท้ด้วย
ผลข้างเคียง เป็นผลของยาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับผลรักษา และผู้ป่วยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บางครั้งอาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย บางครั้งก่อให้เกิดความรำคาญหรือผลเสียต่อผู้ป่วย เช่น ผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ส่วนใหญ่คืออาการง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง อาการง่วงนอนนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในการเรียน การขับรถในตอนกลางวัน แต่อาจทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ง่ายในตอนกลางคืน ในบางกรณีผลข้างเคียงของยาในการรักษาโรคอย่างหนึ่งอาจนำไปใช้เป็นผลรักษาโรคอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น ผลข้างเคียงของยาลดความดันเลือดบางตัวทำให้ขนดกถูกนำไปใช้เป็นยาปลูกผมสำหรับคนศีรษะล้าน เป็นต้น
ผลไม่พึงประสงค์ เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาและมีผลเสียต่อผู้ป่วย ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นด้วย เช่น การใช้ยารักษาเบาหวานเกินขนาดทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนผู้ป่วยหมดสติ การใช้ยาระงับปวด-ต้านอักเสบทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร การใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวนานเกินไปทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน การใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลเป็นประจำทำให้เกิดอาการหลงลืม และ อันตรายจากการใช้ยาร่วมกันหลายตัว เป็นต้น
ผลพิษ เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด หรือ
ผลของยาโดยตรงก็ได้ เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอลหากรับประทานมากเกินไปหรือติดต่อกันนานเกินไปอาจทำให้เกิดพิษทำลายตับได้ ยาหลายชนิดทำให้เกิดผลพิษได้ในขนาดที่ใช้ปกติ เช่น ยารักษาโรคลมชักบางตัวมีผลพิษต่อทารกในครรภ์ ยารักษาโรคจิตบางตัวทำให้เกิดพิษต่อระบบการสร้างเม็ดเลือด ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มทำให้เกิดพิษต่อไต เป็นต้น ในกรณีการใช้ยาเหล่านี้แพทย์หรือเภสัชกรจะต้องชี้แจงและเตือนให้ผู้ใช้ยาเฝ้าระวังอาการอันส่อถึงผลพิษดังกล่าวเสมอ ผลพิษส่วนใหญ่อาจเกิดขึ้นชั่วคราวและมักทุเลาหรือหมดไปเมื่อหยุดใช้ยาต้นเหตุ แต่ผลพิษบางอย่างอาจเกิดขึ้นเป็นการถาวร เช่น ผลพิษทำลายเซลล์ประสาทสมองของยาบ้า เป็นต้น
การแพ้ยา เป็นผลไม่พึงประสงค์ของยาที่เกิดน้อยครั้งและคาดคะเนได้ยาก การแพ้ยานั้นเกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกริยาโต้ตอบต่อยามากเกินไป โดยพยายามใช้กลวิธีต่างๆ กำจัดยาซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย แล้วผลสืบเนื่องจากการกำจัดยาโดยภูมิต้านทานนั้นเองทำให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีโอกาสแพ้ยาได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเคมีของยาที่ใช้นั้นและสถานภาพภูมิต้านทานของผู้ใช้ยา ดังนั้นจึงคาดคะเนได้ยากว่าใครจะแพ้ยาอะไร แต่โดยทั่วไปยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด-ต้านอักเสบ ยาต้านมะเร็ง มีโอกาสทำให้แพ้ได้มากกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ การแพ้ยาอาจมีอาการได้ต่างๆ กัน เช่น เป็นผื่น ปื้นบวม คัน ผิวหนังอักเสบ ลมพิษ หอบหืด ปวดเกร็งท้อง ท้องเดิน ความดันเลือดต่ำ มึนงง หมดสติ เป็นต้น
การติดยา เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อตัวผู้ใช้ยาและสังคม เกิดจากยาทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานไปจากเดิม กลายเป็นต้องอาศัยอิทธิพลจากยาในการทำหน้าที่ปกติ ดังนั้นเมื่อใดที่ไม่ได้รับยา จิตใจและร่างกายก็จะโหยหายาดังกล่าวทำให้เกิดอาการอยากยา แสดงอาการขาดยาหรือลงแดง อาการอยากยาทำให้ผู้ติดยาต้องพยายามแสวงหายามาใช้ต่อโดยวิธีต่างๆ ทั้งชอบและมิชอบ ดังนั้นอาจกล่าวว่าการติดยาเป็นสภาวะที่ผู้ใช้ยาอยู่ภายใต้การควบคุมของยาก็ได้

2.2.4 วิธีการสังเกตยาที่เสื่อมคุณภาพ

ปกติบนฉลากยามีรายละเอียดต่างๆ แสดงไว้ เช่น ชื่อการค้าของยา ชื่อตัวยาสำคัญ ปริมาณยา ชื่อบริษัทผู้ผลิตยา ครั้งที่ผลิต วันที่ผลิต (MFG Date) หมายเลขทะเบียนยา ยาบางชนิดที่ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบเขาจะใส่วันหมดอายุของยา (Exp.Date) ไว้ด้วย โดยทั่วไปถือว่ายาที่ผลิตมาเกิน 5 ปีแล้ว เป็นยาที่ไม่น่าไว้วางใจ แม้ว่ายานั้นจะยังคงคุณภาพเหมือนเดิมก็ตาม ถึงแม้บางครั้งฉลากยาบอกว่ายายังไม่หมดอายุแต่อย่าเพิ่งเชื่อใจ จงตรวจสอบลักษณะยาทุกครั้งก่อนรับประทานหากพบว่ามีาสิ่งผิดปกติก็ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ยานั้นเสื่อมคุณภาพ ไม่ควรรับประทาน นอกจากจะไม่ได้ผลในทางรักษาแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย ขอย้ำว่าอย่ากินยาเสื่อมคุณภาพเป็นอันขาด
ในกรณีที่ยานั้นไม่มีข้อมูลบอกว่าผลิตเมื่อไร หรือหมดอายุเมื่อไร ขอแนะวิธีสังเกตดังนี้
1. ยาเม็ดที่เสื่อมภาพจะแตกร่วน กะเทาะ สีซีด ถ้าเป็นเม็ดเคลือบจะเยิ้มเหนียว
2. ยาแคปซูล ที่หมดอายุจะบวม โป่ง พอง หรือจับกันเป็นก้อน ยาในแคปซูลเปลี่ยนสี
3. ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรด ยาแก้ท้องเสีย ถ้าตะกอนจับตัวเป็นก้อนแข็ง เขย่าแรงๆ เท่าใดยาก็ไม่กระจายตัวแสดงว่ายานั้นเสีย
4. ยาน้ำเชื่อม ถ้าหากขุ่น มีตะกอน เปลี่ยนสี มีกลิ่นบูด หรือเปรี้ยว แสดงว่ายานั้นหมดสภาพแล้ว
5. ยาน้ำอีมัลชั่น เช่น น้ำมันตับปลา เมื่อเขย่าแล้วต้องรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน หากแยกชั้นแม้เขย่าแล้วก็ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน แสดงว่ายาเสียห้ามใช้เด็ดขาด

แบบฝึกหัดเรื่องอาหารและสารปรุงแต่ง

ใบงาน
แบบฝึกหัดเรื่องอาหารและสารปรุงแต่ง

ตอนที่ 1 ให้นักศึกษาเลือกข้อที่ถูกที่สุดโดยทำเครื่องหมาย (X)
1. คำกล่าวในข้อใดถูกต้อง
ก. ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยที่ให้คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 100ข. คาร์โบไฮเดรตไม่ช่วยในการเผาไหม้ของสารอาหารไขมันค. วุ้นเส้นทำจากโปรตีนของถั่วเขียวง. ถ้าร่างกายไม่มีโรคภัย การเพิ่มน้ำหนักให้แก่ตัวเองก็ทำได้โดยการกินอาหารคาร์โบไฮเดรตให้มากและกินอาหารอย่างอื่นๆ อย่างสมส่วน
2. ต่อไปนี้ข้อใดถูกต้อง
ก. กรดอะมิโนประกอบด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนข. โปรตีนสมบูรณ์มีอยู่ในข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต และข้าวโพดค. ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิดยกเว้นถั่วเหลืองให้โปรตีนชนิดไม่สมบูรณ์ง. กรดอะมิโนชนิดจำเป็น ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้ในอัตราที่รวดเร็วตามความต้องการ
3. คำกล่าวในข้อใดผิด
ก. ในตับมีน้ำตาลประเภทไกลโคเจนข. มะม่วงเป็นผลไม้ จึงไม่มีคาร์โบไฮเดรตค. เซลลูโลสอยู่ในพืชผักเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง แต่ไม่ให้พลังงานง. การดื่มน้ำผลไม้หรือกินผลไม้หวาน จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นเพราะกลูโคสที่อยู่จะถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิตได้ทันที
4. จงพิจารณาว่าข้อใดผิด
ก. การงดอาหารไขมันและคาร์โบไฮเดรตจะทำให้น้ำหนักลดอย่างไม่เสียสุขภาพข. การทำงานบ้าน เช่น พรวนดิน รดน้ำต้นไม้ ถูบ้าน ถือเป็นการออกกำลังกายค. น้ำสลัดอย่างข้น (มายองเนส) มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าน้ำสลัดอย่างใสง. ถ้ากินอาหารเช้าโดยลดปริมาณลงจะดีกว่าอดเสียเลย เพราะจะช่วยทำให้ไม่หิวมากไป ร่างกายก็ได้สารอาหารไปหล่อเลี้ยงตามปกติ
5. สารอาหารในข้อใดมีหน้าที่สำคัญที่ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เอ,ดี,อี และ เค
ก. คาร์โบไฮเดรต ข. โปรตีนค. ไขมัน ง. น้ำ
6. การรับประทานอาหารในข้อใดจะช่วยลดภาวะการเกิดมะเร็งในร่างกายได้
ก. ผักสีเหลือง, สีแดง ข. ผักสีแดง, สีเขียวค. ผักผลไม้สีเหลือง, สีแดง ง. ผักผลไม้ทั้งสีเหลือง, สีแดง และสีเขียว
7. โปแตสเซียม ไอโอไดด์ ผสมไปในอาหารเพื่อจุดประสงค์ใด
ก. ชดเชยการสูญเสียวิตามิน ข. ป้องกันโรคโลหิตจางค. ป้องกันโรคคอหอยพอก ง. ป้องกันโรคกระดูกอ่อน8. โดยปกติคนที่มีน้ำหนักตัว 50 ก.ก. จะรับประทานผงชูรสได้ไม่เกินวันละประมาณเท่าใด
ก. ครึ่งช้อนชา ข. หนึ่งช้อนชา ค. ช้อนชาครึ่ง ง. หนึ่งช้อนโต๊ะ
9. ต่อไปนี้ผลึกของสารใดเป็นแท่งยาวคอดตรงกลาง หัวท้ายโต ไม่เรียบ ลักษณะทึบก. โมโนโซเดียมกลูตาเมต ข. โซเดียมเมตาฟอสเฟตค. บอแรกซ์ ง. โปแตสเซียมไนเตรท
10. วิธีแก้ไม่ให้น้ำมันเหม็นหืน ทำได้โดยเต็มสารใด
ก. วิตามินเอ ข. วิตามินบี ค.วิตามินดี ง. วิตามินอี
11. สารที่ใช้ในการถนอมอาหาร แต่อาจทำให้เกิดสารประกอบพวกไนโตรซามีนซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ได้แก่สารในข้อใด
ก. โซเดียมไนเตรท โปแตสเซียมไนไตรท์ ข. โซเดียมไนไตรท์ โปแตสเซียมเบนโซเอตค. โซเดียมเบนโซเอต โปแตสเซียมไนเตรท ง. โซเดียมเบนโซเอต โปแตสเซียมเบนโซเอต
12. น้ำส้มสายชูที่ได้จากการนำกรดอะซิติกผสมน้ำให้เข้มข้น 4-5% เรียกอย่างไร
ก. น้ำส้มสายชูหมัก ข.น้ำส้มสายชูกลั่นค. น้ำส้มสายชูเทียม ง. น้ำส้มสายชูปลอม
13. ตะเกียบมีสีสันโดยใช้สีทาบ้านทา ผู้ใช้มักได้รับอันตรายจากการที่โลหะหนักในสีถูกความร้อนละลายลงไปในอาหาร โลหะหนักที่ว่านั้นได้แก่สารในข้อใด
ก. เหล็ก ข. ทองแดง ค. โคบอลท์ ง. ตะกั่ว
14. ถ้านักศึกษาต้องการเติมสารกันบูดในอาหารเพื่อจะเก็บไว้นานๆ ควรเลือกปฏิบัติข้อใดจึงปลอดภัย
ก. ถามจากคนที่เคยใช้ข. ศึกษาจากประกาศของกระทรวงสาธารณสุขค. ซื้อสารกันบูดที่มีขายตามตลาดมาใส่ง. ขอคำแนะนำจากคนขายยาและซื้อจากร้ายขายยา
15. น้ำตาลเทียมที่รู้จักกันมากคือข้อใด
ก. แซคคาริน ข.กลูโคส ค. ซูโครส ง. แลคโตส
ตอนที่ 2 เติมคำลงในช่องว่าง
1. “กินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะพวกเนื้อวัวและอาหารฟาสต์ฟู้ดมากเกินไปจะเกิดสารไนโตรซามีนสะสมในร่างกายและทำให้เป็นมะเร็งได้”
ก. ไนโตรซามีน คือ............................................................................................................
ข. การกินเนื้อสัตว์โดยวิธีใดจะทำให้เกิดไนโตรซามีนขึ้น.......................................................
ค. ภาษาแพทย์อาจเรียกไนโตรซามีนว่า..............................................................................
2. ไข่ อาหารคู่บ้านคู่ครัวของไทยเรา ซึ่งคนไทยเรานำมาปรุงเป็นอาหารได้สารพัดชนิด ทั้งไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลวก ฯลฯ อีกทั้งไข่ก็จัดว่าเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามินเอ ธาตุเหล็ก สังกะสี เป็นต้น ฯลฯ
ไข่ อาหารคู่บ้านคู่ครัวของไทยเรา ซึ่งคนไทยเรานำมาปรุงเป็นอาหารได้สารพัดชนิด ทั้งไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลวก ฯลฯ อีกทั้งไข่ก็จัดว่าเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามินเอ ธาตุเหล็ก สังกะสี เป็นต้น ฯลฯ แต่การที่จะกินไข่ให้ได้ประโยชน์ก็ต้องรู้จักกิน เพราะในไข่ขาวที่ไม่สุกหรือสุกๆ ดิบๆ จะมีสาร ชื่อว่า อะวิดิน
อะวิดินก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายคือ................................................
3. ดินประสิว มีสูตรทางเคมี คือ KNO3
ก. K คือธาตุ..............................................................
ข. ดินประสิวใช้ประโยชน์ได้คือ...........................................
ค. ดินประสิวมักใช้ใส่เจือปนในอาหารเพื่อจุดประสงค์ใด.................
ง. ปริมาณของดินประสิวในอาหารในระดับที่ปลอดภัย ที่ว่า ไนเตรท ไม่เกิน 200 มก./กก.อาหาร และ ไนไตร์ท ไม่เกิน 500 มก./กก.อาหาร ถูกกำหนดโดยหน่วยงานใด ..........................................................
ตอนที่ 3 ให้นำตัวอักษรด้านขวามือมาใส่ลงหน้าตัวเลขทางด้านซ้ายมือ
______ 1. สารให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 180 เท่ายังไม่พบความเป็นพิษ ในปัจจุบันอนุญาตให้ใส่ ในอาหาร สังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโน
______ 2. เกลือโซเดียมหรือโปแตสเซียมไนเตรท หรือไนไตรท์ นิยมใส่ในอาหาร
ไส้กรอก หมูแฮม เบคอน เพื่อรส
______ 3. เป็นเกลือของกรดกลูตามิก มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว
______ 4. อาจเรียกว่า เพ่งแซ หรือน้ำประสานทอง ขนาดที่รับประทานแล้วเกิดอันตรายคือ ประมาณ 5-10 กรัม ฌ. HDLต่อครั้ง อาจใส่ในอาหาร เช่นมะม่วงดอง แหนม หมูยอ หัวผักกาดเค็ม
______ 5. สารกันบูด ถ้ากินปริมาณมากอาจเกิดอาการท้องเสียได้มักใส่ในอาหาร น้ำผลไม้ ผลไม้กระป๋อง______ 6. สารกันหืนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรม อาหารที่มีพวกไขมันและน้ำมัน
______ 7. สารซึ่งกระทรวงสาธารณสุขห้ามใส่ลงในอาหาร หากพบในอาหาร
แสดงว่ามีการจงใจกระทำผิดกฎหมาย แต่อาจพบได้ในอาหารหลากหลายชนิด
ซึ่งไม่ผ่านการรับรองของอย.
______ 8. มันสามารถทำให้น้ำมันเหลวในเลือดเปลี่ยนสภาพเป็นก้อนไขมันเหนียวหนืด
คล้ายโคลนติดเกรอะกรังในหลอดเลือด ขัดขวางการเดินทางของเลือด มันสามารถทำให้ผนังเซลล์
หลอดเลือดชั้นในเกิดเป็นแผล กลายเป็นแหล่งเกาะของตะกรันในเลือด มันทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะทุกชนิด
______ 9. ใช้ล้างผัก โดยใช้สาร 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ20 ลิตร จะลดปริมาณสารเคมีตกค้างได้มาก
กว่า 70%
______10. มาตรฐานประเทศไทยในการกำหนดร้อยละปริมาณสารอาหาร
ซึ่งร่างกายจะต้องได้รับในแต่ละวันเพื่อความสมบูรณ์ของร่างกาย
ก. กรดซอร์บิก, กรดเบนโซอิก
ข. บอแรกซ์
ค. ดินประสิว
ง. ผงชูรส
จ. เอสพาร์แทม
ฉ.บีเอสที,บีเอชเอ,กรดแอสคอร์บิก
ช. อนุมูลอิสระ
ซ. RDI
ฌ. HDL
ญ. โซเดียมไฮโดรเจน คาร์บอเนต
ฎ. น้ำส้มสายชู
ฏ. สารเลนดอล

สารปรุงแต่งอาหารหรือสารเจือปน

สารปรุงแต่งอาหารหรือสารเจือปน (Food Additive)

1.2 สารปรุงแต่งอาหารหรือสารเจือปน (Food Additive)

ในการจัดเตรียมอาหารนอกจากจะต้องคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ความน่ารับประทานจะเป็นเครื่องจูงใจผู้บริโภคอีกด้วย จึงได้มีการเติมสารบางอย่างลงไปเพื่อปรับปรุงรส กลิ่น สี ของอาหาร รวมทั้งเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการหรือเพื่อการถนอมอาหาร เช่น การเติมผงชูรส สี วิตามิน เติมเครื่องเทศ เกลือ น้ำตาล และการเติมกลิ่นของสารอาหารที่ได้จากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้น เช่น กลิ่นวานิลา กลิ่นกุหลาบ กลิ่นแมงดานา เป็นต้น สารปรุงแต่งอาหารอาจแบ่งได้เป็น 7 ประเภทคือ
1.2.1 สีหรือสารแต่งสี
1.2.2 สารกันบูด
1.2.3 สารกันหืน
1.2.4 กรดและเบส
1.2.5 สารแต่งกลิ่นและรส
1.2.6 สารที่พองตัวได้ สารที่ทำให้อาหารคงตัว และสารที่ช่วยให้อาหารผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกัน
1.2.7 สารปรุงแต่งที่แต่งคุณภาพอาหาร ให้มีสี กลิ่น รส และเนื้อสัมผัสดีขึ้น พร้อมกันในหลายๆ ด้าน

1.2.1 สีหรือสารแต่งสี
สีผสมอาหาร มีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเพิ่มความดึงดูดใจ แต่งแต้มสีสัน ทำให้อาหาร น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น การใช้สีผสมอาหารช่วยให้การผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเป็นที่พอใจของผู้บริโภค เกี่ยวกับคุณค่าของอาหาร และเป็นการหาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อาหารในทุกๆ สถานการณ์
1.2.1.1 ความสำคัญของการใช้สีผสมอาหาร คือ
1. ช่วยในการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการแปรเปลี่ยนสีตามธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงสีของอาหารในขณะแปรรูปและเก็บรักษา
2. เป็นการเน้นหรือรักษาเอกลักษณ์ของกลิ่นรส ซึ่งโดยปกติเกี่ยวข้องกับสีของอาหารหรือสีผสมอาหาร
3. เป็นการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของการแปรรูปอาหาร การบรรจุหีบห่อ การจัดจำหน่าย เพื่อประกันคุณภาพอาหาร
4. ช่วยในการถนอมเอกลักษณ์หรือรูปลักษณ์ที่ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

ในปัจจุบันพบว่า ได้มีการนำสีมาปรุงแต่งอาหารเพื่อให้อาหารนั้นดู
สวยงาม น่ารับประทาน เป็นที่ดึงดูดและน่าสนใจทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ นอก
จากความสวยงามแล้ว ผู้ผลิตบางรายยังใส่สีลงไปในอาหาร โดยมีวัตถุ
ประสงค์ที่จะปกปิดซ่อนเร้นความบกพร่อง ของผลิตภัณฑ์ของตนเอง เช่น

ใช้วัตถุดิบที่ไม่ได้ คุณภาพ หรือเอาของที่เก็บกลับคืนมาไปทำการผลิตใหม่ เป็นต้น รวมทั้งผู้ผลิตบางรายไม่คำนึงถึง ความปลอดภัยของผู้บริโภค คำนึงถึงประโยชน์ของตนเอง จึงใช้สีย้อมผ้า ย้อมกระดาษแทนสีธรรมชาติ หรือสีสังเคราะห์ ด้วยเห็นว่าสีย้อมผ้าให้สีที่ติดทนนานกว่าและราคาถูกกว่าจึงก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค

1.2.1.2 สีผสมอาหารเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 21 (พ.ศ.2522) ซึ่งได้แบ่งสีผสมอาหารที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้ผสมอาหารได้ 3 ประเภท คือ
1. สีอินทรีย์ที่ได้จากการสังเคราะห์ ได้แก่
1.1 จำพวกสีแดง ได้แก่ ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau-4 R) เออริโธรซีน (Erythrosine)
คาร์โมอีซีนหรือเอโซรูบีน (Carmoisine or Azorubine)
1.2 จำพวกสีเหลือง ได้แก่ ตาร์ตราซีน (Tartrazine) ซันเซต เยลโลว์ เอฟซีเอฟ (Sunset yellow FCF) ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
1.3 จำพวกสีเขียว ได้แก่ ฟาสต์กรีน เอฟซีเอฟ (Fast Green FCF)
1.4 จำพวกสีน้ำเงิน ได้แก่ อินดิโกคาร์มีน หรืออินดิโกทีน (Indigocarmine or Indigotine) บริลเลียนต์บลู เอฟซีเอฟ(Brilliant Blue FCF)
2. สีอนินทรีย์ ได้แก่
2.1 ผงถ่านที่ได้จากเผาพืช (Vegetable Charcoal)
2.2 ไตเตเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide)
3. สีที่ได้จากธรรมชาติ โดยการสกัดพืช ผัก ผลไม้ และสัตว์ที่ใช้บริโภคได้โดยไม่เกิดอันตราย และสีชนิดเดียวกันที่ได้จากการสังเคราะห์
3.1 สีธรรมชาติ ที่สกัดจากพืช ผัก ผลไม้ และสัตว์ ได้แก่
- สีเหลือง จากขมิ้นชัน, ขมิ้นอ้อย, ดอกโสน, ฟักทอง, ลูกตาลหยี, ดอกคำฝอย ดอก
กรรณิการ์ และลูกพุด
- สีแดง จากครั่ง เป็นแมลงตัวเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ตามต้นก้ามปู ต้นโพธิ์ ต้นทองกวาว, ข้าวแดง , มะเขือเทศสุก , กระเจี๊ยบ ,มะละกอ ,ถั่วแดง และพริกแดง
- สีม่วง จากดอกอัญชันสีน้ำเงินผสมมะนาว, ข้าวเหนียวดำ และถั่วดำ
- สีเขียว จากใบเตย, ใบย่านาง ,พริกเขียว และใบคะน้า
- สีน้ำตาล จากน้ำตาลไหม้
- สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน
- สีดำ จากถ่านกาบมะพร้าว , ถั่วดำ และดอกดิน
- สีแสด จากเมล็ดของผลคำแสด

1.2.1.3 พิษจากการใช้สีผสมอาหาร

สีผสมอาหารเป็นสีสังเคราะห์ เมื่อผสมอาหารและรับประทานเข้าไปในร่างกายอาจทำให้เกิดอันตรายได้จากเหตุ 2 ประการ คือ
1. อันตรายจากสีสังเคราะห์ ถึงแม้จะเป็นสีสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารได้ หากบริโภคในปริมาณที่มากหรือบ่อยครั้ง จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค คือ สีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก อาหารย่อยยาก เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวางการดูดซึมอาหาร ทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อาจมีอาการของตับและไตอักเสบ ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
2. อันตรายจากสารอื่นที่ปะปนมา เนื่องจากแยกสารออกไม่หมด ยังคงมีตกค้างในปริมาณที่
มากเกินไป ได้แก่ โลหะหนักต่างๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท พลวง โครเมียม เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสีทาบ้าน และสีย้อมผ้า แม้ได้รับในปริมาณเล็กน้อย ก็สามารถสะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น พิษจากสารหนูนั้นเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ตับและไต จะเกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โลหิตจาง และหากได้รับสารหนูปริมาณมากในครั้งเดียวจะเกิดพิษต่อร่างกายทันที โดยปาก และโพรงจมูกไหม้เกรียมแห้ง ทางเดินอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็ง เพ้อคลั่ง และยังอาจมีอาการหน้าบวม หนังตาบวมด้วย ส่วนตะกั่วนั้นจะมีพิษต่อระบบประสาททั้งแบบ เฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้ถึงกับชีวิตใน 1 - 2 วัน ส่วนอาการมีพิษเรื้อรังนั้นจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบอาการทางระบบประสาทได้

1.2.1.4 การป้องกันอันตรายจากสีผสมอาหาร

ถ้าจำเป็นต้องใช้สีผสมอาหารเพื่อผสมในอาหาร เพื่อความปลอดภัยและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ก็ควรจะรู้จักวิธีการเลือกซื้อที่ถูกต้อง โดยสังเกตจากข้อความบนฉลาก และต้องจัดทำฉลากเป็นภาษาไทยให้อ่านได้ชัดเจน โดยมีข้อความต่อไปนี้
1. คำว่า "สีผสมอาหาร"
2. ชื่อสามัญของสี
3. เลขทะเบียนอาหาร
4. น้ำหนักสุทธิ เป็นระบบเมตริก ในกรณีเป็นสีชนิดผง หรือของเหลวข้นมากๆ หรือปริมาตรสุทธิ เป็นระบบเมตริก ในกรณีเป็นสีชนิดเหลว
5. วันเดือนปีที่ผลิต หมดอายุ หรือควรบริโภคก่อน
6. ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย
7. ชนิดของพืช ผัก ผลไม้ หรือสัตว์ ที่เป็นต้นกำเนิดสี
8. ส่วนประกอบสำคัญโดยประมาณเป็นร้อยละของน้ำหนักเรียงจากมากไปหาน้อย
9. วิธีใช้

1.2.1.5 คำแนะนำสำหรับการเลือกใช้สีผสมอาหาร

ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็กลับเป็นโทษแก่ร่างกายได้ สีที่ได้จากธรรมชาติเป็นสีที่ใช้ได้ปลอดภัยที่สุด ส่วนสีสังเคราะห์มีอันตรายต่อชีวิตมากกว่าสีประเภทอื่นๆ จากการที่สีสังเคราะห์ทุกชนิดเป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีคุณค่าทางอาหารต่อร่างกาย หากรับประทานอาหารที่มีสีสังเคราะห์บ่อยๆ สีจะสะสมอยู่ในร่างกายมากขึ้น เมื่อมีสีสังเคราะห์สะสมอยู่ในร่างกายมากพอ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายแก่เราหรือผู้บริโภคได้ แต่ถ้าหากต้องการใช้สีสังเคราะห์จะต้องใช้แต่น้อยและปริมาณจำกัด
โดยทั่วไปแล้วจะจำกัดปริมาณที่ให้ใช้โดยปลอดภัยไว้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม ต่อ 1 วัน ซึ่งถือได้ว่า เป็นปริมาณที่น้อยมาก (จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก, 2537)

1.2.2 สารกันบูด

สารกันบูด (Preservatives) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัตถุกันเสีย คือวัตถุเจือปนอาหาร เป็นสารเคมีที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยในการถนอมอาหารได้ เพราะช่วยชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตและทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุการเน่าเสียของอาหาร ตัวที่นิยมกันมากคือ พวกกรดอ่อนต่างๆ เช่น กรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอท เพราะมีราคาถูกและไม่ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยน มักเติมลงในเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ซอส ผักดอง แยม เยลลี่ ผลไม้แช่อิ่ม และเครื่องแกงสำเร็จรูป สำหรับกรดโปรปิโอนิก และเกลือโปรปิโอเนตเหมาะสำหรับใช้ป้องกันการเจริญของเชื้อรา และเกิดเมือกหรือยางเหนียวในโด (Dough) หรือแป้งขนมปังที่ผ่านการนวดแล้ว จึงเหมาะที่จะใช้ในอาหารประเภทขนมปัง เค้ก และเนยแข็งชนิดต่างๆ ส่วนกรดซิตริกเป็นส่วนประกอบของผลไม้สามารถป้องกันแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี เหมาะสำหรับใส่ในเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม เยลลี่ แยม เป็นต้น
1.2.2.1 กรดเบนโซอิก (C6H6.COOH) และโซเดียมเบนโซเอต (C6H6.COONa) อนุญาตให้ใช้ได้ไม่เกินร้อยละ 0.1 ในอาหารพวกเนยเทียม ปลาเค็ม น้ำผลไม้ ลูกอม เยลลี่ผลไม้ แยม และอาหารอื่นๆ ที่ต้องเก็บไว้นาน สำหรับน้ำหวานและน้ำอัดลมไม่ควรใส่มากกว่าร้อยละ 0.05 ถ้ากินปริมาณมากอาจเกิดอาการท้องเสียได้
1.2.2.2 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และเกลือซัลไฟด์ เช่น โซเดียมซัลไฟด์ (Na2S)
โพแทสเซียมซัลไฟด์ (K2S) และแคลเซียมซัลไฟด์ (CaS) แมกนีเซียมซัลไฟด์ (Mgs) ใช้ในเครื่องดื่มหลายชนิด และป้องกันไม่ให้รอยตัดของผักและผลไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ ถ้าผลิตผลนั้นไม่ต้องผ่านความร้อนในกรรมวิธีผลิตก็ควรมีกรดซัลฟิวรัส (H2SO3) 100 – 400 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม แต่ต้องผ่านความร้อนก็อาจมีได้ระหว่าง 1,000 – 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
1.2.2.3 กรดซอร์บิก (CH3(CHCH)2COOH) สารนี้มีความปลอดภัยสูงและอาจใช้ในปริมาณมาก ปริมาณที่อนุญาตให้ใช้ในเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 300 – 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น เช่น ผลไม้และน้ำผลไม้ ขนมปังและอาหารอบอื่นๆ เนยแข็ง นมข้นจืด ประมาณ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับไส้กรอกรมควันนั้นอาจใช้ได้สูงถึง 5,500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
1.2.2.4 สารอื่นๆ ใช้ไม่แพร่หลายเท่าที่กล่าวมาข้างต้น เช่น กรดบอริก (H3BO3) ประมาณ 1,000 – 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม บอแรกซ์ (Na2B4O710H2O) ประมาณ 3,000 – 6,000 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม เฮกซะเมทิลีนเตตระมีน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้ง 3 ชนิดนี้ ใช้ถนอมพวกปลา สำหรับไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (H2O2) นั้นใช้เป็นสารกันบูดและฟอกสีในอาหารพวกเจลาตินในปริมาณ ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในสหรัฐอเมริกาได้ใช้แคลเซียมโพรพิโอเนตเป็นสารกันบูดในขนมปัง อาหารอบ ช็อกโกแลต เนยแข็ง เค้ก เยลลี่ผลไม้ และวัสดุบรรจุอาหาร

1.2.3 สารกันหืน

สารกันหืน หมายถึง สารซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้ไขมันในอาหารเกิดการเติมออกซิเจนและเหม็นหืน ฉะนั้น หน้าที่โดยตรงของสารกันหืนก็คือ ป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดนชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัว และวิตามินบางชนิด เพราะสารกันหืนให้ไฮโดรเจนไอออนหรือให้อิเล็กตรอน ทำให้เกิดการรวมตัว เพอร์ออกไซด์เพิ่มความเสถียรยิ่งขึ้น
1.2.3.1 ตัวอย่างสารกันหืน

1. กรดแอสคอร์บิก (C6H8O6) โดยทั่วไปเรียกว่า วิตามินซี เป็นสารกันหืนที่ดีที่สุด นิยมใส่ใน
เนยเทียมโดยไม่จำกัดจำนวน
2. บีเอชเอ และบีเอชที (BHA และ BHT) ถ้าใช้ไม่เกินจำนวนที่ระบุ ถือกันว่า เป็นสารที่
ปลอดภัย (100 – 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ใช้กับอาหารพวกไขมันจากสัตว์ เครื่องดื่มที่มีไขมัน ไอศกรีม ขนมหวาน อาหารอบ และทอด ยีสต์แห้ง ไส้กรอก และเนื้อสัตว์ อาจใช้เดี่ยวหรือคู่กับสารกันหืนประเภทอื่น
3. เดซิล แกลแลต (Dodecyl Gallate) อนุญาตให้ใช้ได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเพื่อ
ป้องกันการเหม็นหืนของไขมันในอาหารที่มีความเข้มข้นสูง
4. เอ็นดีจีเอ (NDGA) ใช้ได้ไม่เกินร้อยละ 0.02 ของปริมาณไขมัน และน้ำมันในอาหาร พวกเนื้อสัตว์ น้ำมันหมู เนย ไอศกรีม ครีม ขนม และเครื่องดื่ม และไม่เกินร้อยละ 0.05 กับวัสดุที่ใช้บรรจุอาหาร

1.2.5 สารแต่งกลิ่นและรส

สารแต่งกลิ่นและรส หมายถึง สารเคมีที่เกิดในธรรมชาติและที่สังเคราะห์ขึ้น สามารถทำให้กลิ่นและรสของอาหารเป็นที่พอใจของผู้บริโภค แบ่งออกเป็น
1.2.5.1 สารแต่งกลิ่นตามธรรมชาติ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากพืช น้ำผลไม้บางชนิด และน้ำสกัดจากพืชที่มีกลิ่นหอม และเครื่องเทศต่างๆ
1.2.5.1.1 เครื่องเทศ คือ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เป็นพืชผัก หรือส่วนสกัดของพืชผัก โดยมีแต่สารที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น นิยมนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการปรุงแต่งกลิ่น รสอาหาร และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่วนของพริก พริกไทย กระวาน ลูกผักชี ลูกยี่หร่า ขิง ขมิ้น ผักชี อบเชย กานพลู หัวหอม กระเทียม เป็นต้น พืชผักที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศ เช่น ผล เมล็ด ราก ใบ เปลือก ดอก และหัว
1.2.5.1.2 โอลิโอเรซิน ที่ได้จากเครื่องเทศ แต่ละชนิดนอกจากจะให้รสและกลิ่นเฉพาะของเครื่องเทศนั้นๆ แล้ว ยังใช้ป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมันในอาหารบางชนิด ทำให้อาหารไม่เหม็นหืน เช่น สารเคอร์คิวมิน (Curcumin) จากขมิ้น น้ำมันยี่หร่า อบเชย ขิง จันทน์เทศ หรือใช้เป็นสารกันบูด เช่น มัสตาร์ด หรือช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ เช่น กระเทียม น้ำมันหอมระเหยจากอบเชย จันทน์เทศ เป็นต้น
1.2.5.2 สารแต่งกลิ่นสังเคราะห์ขึ้น ได้แก่ เอสเทอร์ชนิดต่างๆ ที่ใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่ม น้ำเชื่อม ไอศกรีม ขนมและลูกกวาด ปริมาณที่อนุญาตให้ใช้อยู่ระหว่าง 1,000 – 4,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถ้าเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรใส่ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
เอสเทอร์ (Ester) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยาระหว่างกรดอินทรีย์กับแอลกอฮอล์ เอสเทอร์ที่เกิดในธรรมชาติจะอยู่ในรูปของไขมัน น้ำมันและขี้ผึ้ง เอสเทอร์เป็นสารประกอบที่มีความสำคัญและพบได้โดยทั่วไปๆ ในชีวิต เอสเทอร์ที่มวลโมเลกุลต่ำๆ มักจะมีกลิ่นคล้ายๆ กลิ่นของผลไม้ ยังพบ เอสเทอร์เหล่านี้เป็นส่วนประกอบในผลไม้หลายๆ ชนิด และกลิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของผลไม้นั้นๆ มักเกิดจากเอสเทอร์ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น เช่น
เอทิลบิวทิเรต กลิ่นคล้าย สับปะรด
ไอโซเอมิลแอซีเตต กลิ่นคล้าย กล้วยหอม
ไอโซเอมิลแอซีเตต กลิ่นคล้าย ลูกแพร์
เอทิลฟีนิลแอซีเตต กลิ่นคล้าย น้ำผึ้ง ฯลฯ
สำหรับสารปรุงแต่งรสอาหาร มีมากมายหลายชนิดทั้งที่เป็นพิษ และไม่เป็นพิษต่อผู้บริโภค ในทางเคมีถือว่ารสอาหารมี 4 รส เท่านั้นคือ เปรี้ยว หวาน เค็ม และขม คำว่า รสมัน รสนุ่ม รสแซบ ไม่ถือว่า เป็นรสในทางเคมี แม้แต่รสเผ็ดก็ไม่ใช่รส เพราะเผ็ดคือ อาการที่ลิ้นถูกความร้อนจากสารเคมีที่อยู่ในพริก ที่ฝรั่งเรียกว่า ฮ็อต (Hot)
1. ตัวอย่างสารปรุงแต่งรสหวาน เช่น
น้ำตาลทรายจากอ้อย เริ่มจากการนำอ้อยมาบีบด้วยเครื่อง อ้อยจะไหลออกมา ต้องเอาสิ่งเจือปนต่างๆ ออกโดยต้มน้ำตาลอ้อยกับน้ำปูน ระเหยน้ำออกจนกระทั่งน้ำตาลตกผลึก นำมาเข้าเครื่องเหวี่ยง เพื่อแยกผลึกน้ำตาลดิบออกจากส่วนที่เป็นน้ำเชื่อมที่เรียกว่า “กากน้ำตาล” อาจนำกากน้ำตาลนี้ไปตั้งไฟ ให้น้ำระเหยเพื่อเกิดผลึกน้ำตาลอีก น้ำตาลดิบจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน เพราะมีกากน้ำตาลเป็นเยื่อบางๆ หุ้มผลึกเอาไว้ นำน้ำตาลดิบมาสกัดเพื่อแยกสิ่งเจือปนทั้งหมดที่มีอยู่ออก หรือน้ำตาลจากบีทและจากอ้อยซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกัน ใช้ได้ผลดีเหมือนๆ กันไม่ว่าจะเป็นการทำลูกกวาด หน้าขนม แยม เยลลี่ น้ำตาลเม็ดจากทั้งสองจะมีซูโครสอยู่ประมาณ 99.5 % นับได้ว่า เป็นสารที่บริสุทธิ์ที่สุดสารหนึ่งที่ใช้ปรุงอาหาร น้ำตาลที่เป็นเม็ดละเอียดมากๆ ใช้ในการทำเค้ก ผสมในส่วนผสมแป้งสำเร็จรูปหรืออื่นๆ ที่ต้องคนให้ขึ้นครีมอย่างเร็ว น้ำตาลเม็ดหยาบๆ สำหรับการใช้กรณีพิเศษ น้ำตาลผงได้จากการเอาน้ำตาลเม็ด มาบดแล้วร่อนใช้ทำหน้าขนม ทำขนมหวานที่ไม่ตั้งไฟ และใช้คลุกขนมที่มีขายตามท้องตลาดจะต้องผสมแป้งข้าวโพดเพื่อป้องกันมิให้น้ำตาลจับเป็นก้อน น้ำตาลก้อนหรือน้ำตาลปอนด์ทำจากน้ำตาลเม็ดสีขาวที่ยังชื้นอยู่นำมาอัดก่อนแล้วนำไปทำให้แห้ง
น้ำตาลทรายแดง คือ น้ำตาลจากอ้อยซึ่งยังไม่ได้สกัดสิ่งเจือปนออกเหมือนน้ำตาลทรายขาว ก็จะรู้ทั่วไปว่า เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ให้รสหวาน และใช้อย่างปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค แล้วยังมีสารที่ให้รสหวานอีกพวกหนึ่ง อาจเกิดพิษ และเป็นสารก่อมะเร็งได้ แต่ยังมีพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ผลิตบางรายยังลักลอบใช้กันอยู่ เช่น ขัณฑสกร โดยทั่วไปมักมีผู้เข้าใจว่า ขัณฑสกรกับแซ็กคารินเป็นสารอย่างเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละสารกัน เพราะว่า แซ็กคารินเป็นสารสังเคราะห์ขึ้น เป็นสารประกอบอินทรีย์พวกอะโรมาติก ไม่มีปรากฏในธรรมชาติ มีชื่อทางเคมีว่า โอ-ซัลโฟเบนโซอิกอิไมด์ เป็นของแข็ง ผลึกสีขาว มีความหวาน 550 เท่าของน้ำตาล ส่วนขัณฑสกรเป็นน้ำตาล ซึ่งเป็นสารเคมีประเภทคาร์โบไฮเดรต ขัณฑสกรมีปรากฏใช้เป็นเครื่องยาไทยก่อนการค้นพบแซ็กคารินเสียอีก
ไซคลาเมต (Cyclamate) เป็นเกลือโซเดียมหรือแคลเซียมของกรดไซคลามิก หรือกรดไซโคลเฮกซีลซัลฟามิก ซึ่งมีรสหวานเหมือนกัน
ไซคลาเมต เป็นผงสีขาว มีรสหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 30 เท่า ละลายได้ดีในน้ำ เกลือแคลเซียมของมันละลายได้ดีในเอทิลแอลกอฮอล์และโพรพิลีนไกลคอล
กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยได้มีคำสั่งห้ามใช้สารไซคลาเมตเจือปนในอาหารตั้งแต่ปี 2507 แล้ว
ดัลซิน ดัลซินละลายน้ำได้บ้าง ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ และอีเทอร์ มีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า ปัจจุบันนี้ดัลซินได้ถูกห้ามใช้แล้วเช่นกัน เพราะมีการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในตับชนิดหนึ่ง
แอสพาร์แทม แอสพาร์แทม เป็นสารที่มีกรดอะมิโนชนิดแอสพาร์ติก เป็นองค์ประกอบแอส-พาร์แทมเป็นสารรสหวานที่ผสมอยู่ในหมากฝรั่ง และลูกกวาด มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 180 เท่า พิษของสารนี้ยังไม่มีผู้ใดรายงาน จึงเป็นที่ยอมรับให้ใส่ในอาหารได้ในปัจจุบัน

2. เกลือ (Salts) เกลือเป็นสารเคมีที่ใช้กันมากมาย เรียกชื่อเต็มว่า เกลือแกง ฝรั่งเรียก
Table Salt เพราะโต๊ะอาหารของฝรั่งจะไม่ใช้น้ำปลาในการปรุงรสเค็ม แต่จะใช้เกลือป่นแทน จึงเรียกว่า Table Salt (เกลือประจำโต๊ะอาหาร) มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมคลอไรด์ ถ้าใช้เกลือในปริมาณสูงสามารถถนอมรักษาอาหารได้ แต่ถ้าใช้ปริมาณต่ำจะช่วยปรุงรสของอาหารมากกว่า เกลือช่วยถนอมอาหารเนื่องจากจุลินทรีย์ในอาหารเจริญไม่ได้ ยกเว้นจุลินทรีย์บางชนิดเจริญได้ในน้ำเกลือเข้มข้น โดยสะสมโพแทสเซียมและคลอรีนแต่ขับโซเดียมออกนอกเซลล์ ยังพบว่าแบคทีเรียที่ทนสภาพแห้งแล้งได้ จะสะสมสารที่ผลิตโดยกระบวนการเมตาบอลิซึม เช่น กลูทาเมต แอลฟาอะมิโนบิวทิเรต หรือโพรลีน
ในปีหนึ่งๆ เราผลิตเกลือแกงได้เป็นจำนวนมาก ทั้งจากน้ำทะเลและจากแหล่งแร่ในดิน เราเรียก เกลือแกงที่ได้จากน้ำทะเลว่า “เกลือสมุทร” จังหวัดที่ทำนาเกลือมาก เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ ส่วนเกลือที่ได้จากดินเรียกว่า “เกลือสินเธาว์” จังหวัดที่ทำเกลือสินเธาว์มาก เช่น มหาสารคาม อุดรธานี เกลือที่ผลิตได้นี้นอกจากจะใช้ในการปรุงอาหาร และถนอมอาหารแล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมีในประเทศ และยังส่งเป็นสินค้าออกอีกด้วย

3. น้ำปลา (Fish Sauce) น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งและเป็นส่วนประกอบของ
อาหารคาวที่สำคัญของคนไทย บนโต๊ะอาหารเกือบทุกแห่งต้องมีถ้วยใส่น้ำปลาตั้งไว้ เพื่อช่วยเพิ่มรสและช่วยเจริญอาหาร โดยเฉลี่ยคนไทย รับประทานน้ำปลาวันละ 25 cm3 หรือประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ
สำหรับน้ำปลาที่ได้มาตรฐานประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
1. ต้องมีสี กลิ่น และรสของน้ำปลา
2. ต้องมีเกลือแกงไม่น้อยกว่า 230 กรัมต่อลิตร
3. ต้องมีความถ่วงจำเพาะไม่น้อยกว่า 1.2
4. ต้องมีไนโตรเจนไม่น้อยกว่า 4 กรัมต่อลิตร
5. ต้องมีกรดอะมิโนไนโตรเจน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 และไม่เกินร้อยละ 60 ของ
ไนโตรเจนทั้งหมด
6. ต้องใส ไม่มีตะกอน เว้นแต่ตะกอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
7. หากมีวัตถุอื่นผสมด้วย ต้องเป็นชนิดและปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
8. การแต่งสีของน้ำปลา ต้องใช้น้ำตาลเคี่ยวไหม้เท่านั้น
9. น้ำปลาต้องบรรจุในภาชนะที่สะอาด และทนต่อการกัดกร่อนและ/หรือการละลาย
10. ต้องมีฉลากและที่ฉลากอย่างน้อยต้องมีข้อความต่อไปนี้เป็นภาษาไทย อ่านได้ชัดเจน
คือ คำว่า “น้ำปลา” ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต ปริมาณ หรือขนาดที่บรรจุมีหน่วยเป็นเมตริก พร้อมทั้งแจ้งวัตถุส่วนผสมอื่นๆ ชนิดของน้ำปลา น้ำปลาที่ใช้รับประทานมี 3 ชนิดคือ
1. น้ำปลาแท้ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลว ซึ่งได้มาจากการหมักปลาหรือส่วนของ
ปลา โดยกรรมวิธีไฮโดรลิซีส ด้วยการหมักกับน้ำเกลือตามกรรมวิธีทำน้ำปลา มีไนโตรเจนไม่น้อยกว่า 9 กรัมต่อลิตร
2. น้ำปลาวิทยาศาสตร์ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลว ซึ่งได้มาจากการหมักปลา
หรือส่วนของปลา โดยกรรมวิธีไฮโดรลิซีสด้วยกรดเกลือหรือเอนไซม์
3. น้ำปลาผสม หมายถึง น้ำปลาตามข้อ 1 และข้อ 2 มาเจือปนกันหรือเจือปนด้วย
สิ่งอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค มีโนโตรเจนไม่น้อยกว่า 4 กรัมต่อลิตร รวมทั้งน้ำปลาตามข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 เจือปนกันได้ระเหยเอาน้ำออกแล้วทำให้แห้งเป็นผง หรือก้อนน้ำปลา
ปัจจุบันผู้ผลิตน้ำปลาพยายามลดต้นทุนในการผลิตลง โดยหาสิ่งอื่นมาเจือปนหรือปรุงแต่งให้คล้าย กับน้ำปลาแท้ ลักษณะที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็นดังนี้
1. ใช้น้ำปลากับเกลือ ผงชูรส น้ำตาลหรือแซ็กคาริน และแต่งสีด้วยน้ำตาลเคี่ยวไหม้
2. น้ำปลาผสมกับน้ำบีเอกซ์ น้ำตาล แซ็กคาริน และแต่งสีด้วยน้ำตาลเคี่ยวไหม้
3. น้ำบีเอกซ์ผสมน้ำตาล แซ็กคาริน และแต่งสีด้วยน้ำตาลไหม้ หรือไม่ต้องแต่ง
4. น้ำปลาผสมกับน้ำตาล ผงชูรส และแต่งสี
4. ผงชูรส ผงชูรสเป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมีว่าโมโนโซเดียมกลูทาเมต (Monosodiumglutamate) เรียกย่อๆ ว่า เอ็มเอสจี (MSG) เป็นเกลือกรดของกรดกลูตามิก ซึ่งเป็นกรดแอลฟาอะมิโนตัวหนึ่ง ผงชูรสเป็นของแข็ง ลักษณะเป็นผลึกสีขาวรูปเข็ม มีรสหวานปนเค็มเล็กน้อย ละลายน้ำได้ดี นิยมใช้เจืออาหารเพื่อปรุงรสและเพิ่มความโอชาแก่อาหาร เชื่อกันว่าผงชูรสมีคุณสมบัติลดกลิ่นคาวของอาหาร และทำให้อาหารมีรสกลมกล่อมทั้งมีกลิ่นน่ารับประทานยิ่งขึ้น
ดร.คิคูนาเอะ อิเคดะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ค้นพบสารนี้เมื่อ พ.ศ. 2451 (ค.ศ.1908) โดยสกัดจากสาหร่ายทะเลซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวญี่ปุ่น ในปีเดียวกันนี้เองเมื่อ ดร.อิเคดะ ได้ขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์ในผลงานที่ค้นพบชิ้นนี้ แล้วก็ได้รับทุนให้จัดตั้งโรงงานผลิตผงชูรสขึ้นเป็นแห่งแรก โดยผลิตจากแป้งสาลี และใช้ชื่อผงชูรสที่ผลิตออกจำหน่ายนี้ว่า “อายิโนะโมะโต๊ะ”

ลักษณะของผงชูรส
1. เป็นเกล็ดสีขาวค่อนข้างใส ไม่สะท้อนแสง
2. เกล็ดมีลักษณะปลายทั้งสองข้างใหญ่ ตรงกลางคอดรูปกระดูกหรือเป็นลิ่ม
3. ปลายมีลักษณะข้างหนึ่งใหญ่ อีกข้างหนึ่งเล็ก

คุณสมบัติและประโยชน์ของผงชูรส
1. มีรสคล้ายน้ำต้มเนื้อ คือ หวานและเค็มเล็กน้อย
2. มีกลิ่นคล้ายหัวผักกาดเค็ม หรือคล้ายน้ำต้มเนื้อ
3. ช่วยละลายไขมันให้ผสมกลมกลืนกับน้ำ
4. กระตุ้นปุ่มปลายประสาทโคนลิ้นกับลำคอให้รู้สึกอร่อย
5. ลดกลิ่นเนื้อ กลิ่นผักและรสของอาหารที่ไม่พึงประสงค์ได้ (โดยเฉพาะกลิ่นเนื้อ)
6. ทำหน้าที่ในการปรุงแต่งรสอาหารได้ดี เมื่ออาหารมีพีเอช 6-8
7. ผงชูรสมีกรดกลูตามิก เมื่อรับประทานเข้าไปเล็กน้อยช่วยกระตุ้นสมองให้แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า
สำหรับผงชูรสนั้น สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
1. ผงชูรสแท้ เป็นผงชูรสที่มีสารโมโนโซเดียมกลูทาเมต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 โดยน้ำหนัก
คือ ผงชูรส 100 กรัม จะมีโมโนโซเดียมกลูทาเมตอยู่ไม่น้อยกว่า 98 กรัม ส่วนอีก 2 กรัม ที่เหลือจะเป็น สารอื่น เช่น เกลือ น้ำตาล พริกไทย ฯลฯ ผสมอยู่ก็ได้
2. ผงชูรสผสม เป็นผงชูรสที่มีโมโนโซเดียมกลูทาเมตร้อยละ 50 – 98 โดยน้ำหนัก ส่วนผสมที่จะเพิ่มจนถึง 100 กรัม จะต้องเป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้

2. น้ำส้มสายชูกลั่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำแอลกอฮอล์กลั่นเจือจางมาหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชูหรือกลั่น จะต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้
2.1 มีกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
2.2 มีปริมาณโลหะหนักได้ ดังนี้
- สารหนูไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
- ตะกั่วไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
2.3 ไม่มีกรดน้ำส้มที่มิได้มาจากการผลิตน้ำส้มสายชูหมักหรือน้ำส้มสายชูกลั่น
2.4 ไม่มีกรดกำมะถัน หรือ กรดไฮโดรคลอริกเจือปนอยู่
2.5 ใส ไม่มีตะกอน เว้นแต่น้ำส้มสายชูหมักตามธรรมชาติ
2.6 ไม่มีหนอนน้ำส้ม
2.7 ใช้น้ำสะอาดเป็นส่วนผสม
2.8 ให้ใช้น้ำตาลเคี่ยวไหม้แต่งสีเท่านั้น
ส่วนน้ำส้มสายชูเทียมนั้น จะต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้
1. มีกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4 กรัม และไม่เกิน 7 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
2. ตะกั่วไม่เกิน 0.5 มิลลิลิตร ต่อ 1 กิโลกรัม
- สารหนูไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
- ตะกั่วไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
3. ใสไม่มีตะกอน
4. ไม่มีกรดกำมะถันหรือกรดแร่อิสระอย่างอื่น
5. ไม่มีการเจือสีใดๆ
6. ไม่มีการแต่งกลิ่นหรือรส
7. ใช้น้ำสะอาดเป็นส่วนผสม

1.2.6 สารที่พองตัวได้ สารที่ทำให้อาหารคงตัว และสารที่ช่วยให้อาหารผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกัน
ในอุตสาหกรรมอาหารมักเติมสารดังกล่าวลงไปเพื่อช่วยให้เนื้ออาหารอยู่ตัว สารพวกนี้มาจาก ทั้งพืชและสัตว์ และมักไม่เข้มงวดเกี่ยวกับปริมาณที่ใช้ได้แก่ อาการ์ โซเดียมอัลจีเนต เมทิลเซลลูโลส แคลเซียมแลกเตต เพคติน และ เวเจตเทเบิลกัมส์ ส่วนใหญ่ได้โดยปลอดภัย ในระยะหลังนี้มีรายงานว่าคาราจีน หรือ ไอริสมอสส์ ซึ่งใช้ผสมอาหารต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ และช็อกโกแลต ในเครื่องดื่มไม่ให้ตกตะกอนนั้นอาจทำให้เกิดแผลในลำไส้ใหญ่ ลำไส้อักเสบ อุจจาระเป็นเลือด และเกิดโรคตับได้ นอกจากนี้สารพวกพอลิออกซีเอทิลีนคอมพาวด์ซึ่งเป็นพวกอิมัลซิไฟเออร์ที่ใช้ในขนมปัง อาหารกรอบ ไอศกรีม ฯลฯ ถ้ารับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการอักเสบของระบบขับถ่ายปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ได้

1.2.7 สารปรุงแต่งคุณภาพอาหาร ได้แก่ สารพวกไนเตรต ไนไตรต์ ซิลิเกต อีดีทีเอ ฯลฯ

1.2.7.1 ไนเตรตและไนไตรท์ ไนเตรตมี 2 ชนิด คือ โซเดียมไนเตรต (NaNO3) และโพแทสเซียมไนเตรต (KNO3) ไนไตรต์ก็มี 2 ชนิดคือ โซเดียมไนไตรต์ (NaNO2) และโพแทสเซียมไนไตรต์ (KNO2) ใช้กับอาหารพวกเนื้อสัตว์ แฮม เบคอน และไส้กรอก สารพวกนี้เป็นทั้งสารกันบูดและช่วยให้สีแดงของเนื้อคงอยู่ โซเดียมไนไตรต์มีพิษมากกว่าโซเดียมไนเตรต แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายไนเตรตสามารถเปลี่ยนไปเป็นไนไตรต์ได้
ปัจจุบันอนุญาตให้ใช้โซเดียมไนไตรต์ได้ไม่เกิน 200 ppm และโซเดียมไนเตรตใช้ในปริมาณไม่เกิน 500 ppm แสดงว่าสารพวกไนเตรตจะปลอดภัยกับร่างกายมากกว่าสารพวกไนไตรต์ ถ้าใช้ในปริมาณเท่ากัน สารพวกไนไตรต์อนุญาตให้ใช้น้อยๆ แสดงว่าเป็นพิษมาก สารพวกไนเตรตอนุญาตให้ใช้มากแสดงว่าเป็นพิษน้อย ซึ่งในทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยแล้วว่า สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) สารพวกไนเตรตและไนไตรต์เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นสารใหม่ที่เรียกว่า ไนโตรซามีน ในอวัยวะบางส่วนของร่างกายได้
1.2.7.2 ซิลิเกต (Silicate) ใช้ใส่ในอาหารผงแห้งกันไม่ให้รวมตัวเป็นก้อน เช่น ซุปผงแห้ง ผงกระเทียม ผงวานิลา ไข่ผง ผงฟู ใส่ในขนมและหมากฝรั่งกันไม่ให้ดูดความชื้น สารพวกซิลิเกตนี้ใช้หลายรูปด้วยกัน คือ แคลเซียมอะลูมิโนซิลิเกต แคลเซียมซิลิลเกต ซิลิลเกตออฟแมกนีเซียม โซเดียม อะลูมิโนซิลิเกต เป็นต้น
1.2.7.3 แคลเซียมไดโซเดียม อีดีทีเอ (Calciumdisodium EDTA) เป็นสารที่ใช้แต่งสี กลิ่นและเนื้อสัมผัส ใช้กำจัดพิษของโลหะ เช่น ตะกั่ว และโลหะหนักอื่นๆ ปัจจุบันใช้เติมลงในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชู อาหารกระป๋อง เนื้อปู กุ้ง ไข่ เบียร์ น้ำสลัด เนยเทียม และน้ำซอสปรุงรสอาหารชนิดต่างๆ สารเหล่านี้มักไม่จำกัดปริมาณการใช้
อย่างไรก็ตามมีผู้รายงานว่า ถ้าใช้ปริมาณมากจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและไตในสัตว์ทดลอง และคน รวมทั้งเกิดสภาพที่คล้ายกับการขาดเกลือแร่และวิตามินสรุป เมื่อมนุษย์มีอาหารสำหรับบริโภค ก็หาได้ใช้บริโภคเพื่อให้มีชีวิตดำรงอยู่เท่านั้นไม่ ต่างก็พยายามดัดแปลงปรุงแต่งทั้งสี กลิ่น ลักษณะเนื้ออาหาร และรส มีทั้งรสเปรี้ยว หวาน เค็ม แตกต่างกันไปตามความนิยม และเพื่อความถูกปากถูกใจของแต่ละบุคคล ในบางอย่างอาหารที่ธรรมชาติสร้างมาก็ดีอยู่แล้ว แต่กลับไปเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเสียใหม่จนไร้ประโยชน์ เช่น ข้าวแดงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง มีสารอาหารปนอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะวิตามิน แต่ก็ไม่มีผู้นิยมบริโภคเพราะรสไม่ถูกปากและฝืดคอ กลับไปนิยมบริโภคข้าวขัดขาว ซึ่งขัดสิ่งที่เป็นประโยชน์ออกไปเสียเป็นส่วนมาก และกลับนำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้เลี้ยงสัตว์แทน ท่านควรเลือกซื้ออาหารประเภทใดเพื่อนำมาบริโภคให้ได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าและปลอดภัย

กิจกรรมเสริมความรู้เรื่องอาหาร

กิจกรรมเสริมความรู้เรื่องอาหาร
1. ให้นักศึกษาตั้งสมมติฐานว่า น่าจะมีเหตุผลใดสนับสนุนคำกล่าวที่ว่า
“ผู้รับประทานอาหารน้อย มักเป็นมะเร็งได้น้อยกว่าคนที่รับประทานอาหารตามใจปากมากมายหลายเท่า”
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. นักวิทยาศาสตร์พบว่า ไขมันไปเหนี่ยวนำการเกิดมะเร็งในแต่ละอวัยวะนั้นมาจากหลายกลไก เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจเป็นผลมาจากเซลล์ลำไส้ใหญ่ถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวบ่อยๆ จาก เซลล์ลำไส้ใหญ่ถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวบ่อยๆ จาก Enzyme ที่มีชื่อว่า Kinase-C เอนไซม์ตัวนี้จะทำงานได้ดีเมื่ออาหารที่ถูกย่อยผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ และมีน้ำดีเจือปนอยู่มาก
ถามว่า นักศึกษาทราบหรือไม่ว่าเหตุใดน้ำดีจึงผ่านเข้ามาในลำไส้ใหญ่ในปริมาณมาก
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. ให้นักศึกษาลองตั้งสมมติฐานเพื่อเดาคำตอบของปัญหา
“คนไทยกินข้าวผายลมน้อยกว่าฝรั่ง”
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. ตามซุปเปอร์มาเก็ตในต่างประเทศ มักติดคำแนะนำไว้ว่า อย่าใช้น้ำมันพืชประเภทกรด
ไขมันไม่อิ่มตัวสูง ปรุงอาหารที่ให้ความร้อนสูง แต่ให้ใช้น้ำมันสลัด หากจะคิดใช้ไขมันปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานานให้ใช้ พวกมาร์การีน (เนยเทียม) แทน


ก. นักศึกษามีความคิดเกี่ยวกับข้อความนี้อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………….
ข. ฝรั่งใช้มาร์การีน หรือเนยเทียมแทน ถ้าเป็นเมืองไทยควรใช้อะไรดี เพราะเหตุผลใด
…………………………………………………………………………………………………………….
ค. ให้กล่าวถึงความรู้ที่เกี่ยวกับกรดไขมันมาพอเข้าใจ
…………………………………………………………………………………………………………….
5. อาหารอีกอย่างหนึ่งที่ให้โปรตีนคุณภาพเยี่ยม ได้แก่ ไข่ แพทย์หลายท่านมักกล่าวว่าไข่แดงเป็นตัวก่อให้เกิดคอเลสเตอรอลในเลือดสูง แต่โดยแท้จริงแล้ว ไข่เป็นอาหารที่มีคุณภาพครบถ้วนที่สุด ประกอบด้วยไวตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ความกลัวคอเลสเตอรอลจากอาหารรวมทั้งไข่ ทำให้นักวิชาการมองข้ามงานวิจัยที่พบว่าไข่แดงไม่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ อุดตัน (Atherosclerosis)
นักศึกษามีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับข้อความข้างบนนี้
…………………………………………………………………………………………………………….
6. ขนมหวานที่ทำจากน้ำตาลทรายขาว ร่วมกับแป้งขาวที่ได้ผ่านกรรมวิธีฟอกสีและไขมันอิ่มตัว อาหารเหล่านี้โภชนาสารต่างๆ ได้ถูกกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรมทำลายจนเกือบหมด
จงอธิบายคำว่า โภชนาสาร
…………………………………………………………………………………………………………….
7. เซลล์นับล้านเซลล์ในร่างกายมนุษย์จะต้องได้รับโภชนาสารอยู่ตลอดเวลา เพื่อร่างกายจะนำไปใช้งาน ณ จุดต่างๆ กัน ซึ่งได้แก่เซลล์ของผิวหนังกล้ามเนื้อ ปอด ตับ ไต ต่อมหัวใจ และประสาท ฯลฯ เซลล์เหล่านี้จะต้องมีโภชนาสารที่พอเพียงอยู่ตลอดเวลา และถ้าเซลล์เหล่านี้ได้รับโภชนาสารต่ำก็จะเกิดความผิดปกติและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กัน
นักศึกษาเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้อย่างไร และสำหรับนักศึกษาแล้วมีวิธีให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………….
8. นักศึกษาคิดว่าปัญหาโภชนาการน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………….
9. นักศึกษาคิดว่าเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องอาหาร สารปรุงแต่งและสารพิษแล้ว
นักศึกษาจะปรับเปลี่ยนแนวความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอย่างไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………….
10. ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคของนักศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………….

โปรตีน

โปรตีน
3. โปรตีนโปรตีนเป็นสารอินทรีย์ที่พบมากที่สุดในสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่รวมน้ำอยู่ด้วย ในสิ่งมีชีวิตมีโปรตีนมากกว่าร้อยละ 50 โดยน้ำหนัก โปรตีนเป็นสารอาหารประเภทพอลิเมอร์ซึ่งเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ที่มีมวลโมเลกุลมากคือ ประมาณ 5,000 จนถึงมากกว่า 40,000,000
โปรตีนส่วนใหญ่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (C ) ออกซิเจน (O) ไฮโดรเจน (H) และไนโตรเจน (N) ธาตุที่พบในโปรตีนรองลงมาคือ กำมะถัน (S) และฟอสฟอรัส (P) นอกจากนั้นในโปรตีนบางชนิดยังอาจมีธาตุอื่นๆ อยู่ด้วย แต่พบในปริมาณน้อยมาก เช่น เหล็ก ทองแดง เป็นต้น ส่วนประกอบของธาตุโดยเฉลี่ยที่พบในโปรตีน
ธาตุต่างๆ เหล่านี้ประกอบกันเป็นโมเลกุล ในโมเลกุลของโปรตีนประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ ที่เรียกว่า กรดอะมิโน ซึ่งมีหลายชนิดและหลายๆ โมเลกุลมารวมตัวกัน
กรดอะมิโน (Amino Acid)
กรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบ (เป็นมอนอเมอร์) ของโปรตีนที่พบมากในสิ่งมีชีวิตมีอยู่ประมาณ 20 ชนิด กรดอะมิโนแต่ละชนิดประกอบด้วยหมู่อะมิโน (-NH2) กับหมู่คาร์บอกซิล (-COOH) และหมู่แอลคิล (R)
กรดอะมิโนทั้ง 20 ชนิด ถ้าพิจารณาในแง่ของความจำเป็นต่อร่างกายของคน หรือสัตว์ชั้นสูงอื่น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1. กรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids) คือ กรดอะมิโนซึ่งร่างกายสร้างไม่ได้ จำเป็นต้องได้จากอาหารที่รับประทาน หรือร่างกายสร้างได้แต่ไม่พอ กรดอะมิโนจำเป็นสำหรับมนุษย์ มีอยู่ 8 ชนิด คือ ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ลิวซีน (Leucine) ไลซีน (Lysine) เมโทไอนีน (Methionine) เฟนิลอะลานีน (Phenylalanine) ทรีโอนีน (Threonine) ทริฟโตเฟน (Trytophane) และเวลีน (Valine) เด็กทารกต้องการฮีสติดีน (Histidine) ด้วยจึงมี 9 ชนิด
2. กรดอะมิโนไม่จำเป็น (Nonessential Amino Acids) คือ กรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถ
สร้างได้ไม่จำเป็นต้องได้จากอาหาร กรดอะมิโนพวกนี้ ได้แก่ กรดอะมิโนที่เหลือจากในข้อ 1
ถึงแม้กรดอะมิโนมีเพียงไม่กี่ชนิด แต่การรวมตัวของกรดอะมิโนสามารถทำให้เกิดโปรตีนได้มากมายหลายชนิด ทั้งนี้เนื่องจาก
1. ชนิดของกรดอะมิโนในโปรตีนแต่ละชนิดแตกต่างกัน
2. จำนวนโมเลกุลของกรดอะมิโนในโปรตีนแต่ละชนิดไม่เท่ากัน
3. ลำดับการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโนในโมเลกุลแต่ละชนิดแตกต่างกัน
4. จำนวนสายพอลิเพปไทด์ของโมเลกุลโปรตีนไม่เท่ากัน
ประเภทของโปรตีน

ในการแบ่งประเภทของโปรตีนสามารถแบ่งได้หลายลักษณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง
ก. แบ่งโดยอาศัยโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีน สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ
1. โปรตีนเส้นใย (Fibrous Protein) เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างซับซ้อน โมเลกุลมีการจัดเรียงตัวเป็นเส้นยาวหรือขดเป็นเกลียว ตัวอย่างโปรตีนเส้นใย เช่น เคาราตินในเส้นผม ขนสัตว์ เขาสัตว์และเล็บ ไฟโบรอินในไหม ไมโอซินในกล้ามเนื้อ คอลลาเจนในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน พบมากในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
2. โปรตีนก้อนกลม (Glibular Protein) เป็นโปรตีนที่ละลายได้ในน้ำ มีสายพอลิเพปไทด์ พันไปพันมาและอัดกันแน่น ทำให้โมเลกุลมีรูปร่างเป็นก้อนกลม ตัวอย่างโปรตีนก้อนกลม เช่น เอนไซม์ แอนติบอดี ฮอร์โมน ฮีโมโกลบิน เป็นต้น

ข. แบ่งตามหน้าที่ต่างๆ ของโปรตีนภายในร่างกาย สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดดังนี้
1. โปรตีนโครงสร้าง (Structural Protein) มีหน้าที่สร้างความแข็งแกร่งและป้องกันหรือยึดเหนี่ยวส่วนต่างไว้ในร่างกาย หลังจากเอาน้ำออกแล้วประกอบด้วยโปรตีนชนิดนี้มากกว่า 50% ได้แก่ คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบในกระดูก เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เคาราตินในผม ผิวหนัง เล็บและ อีลาสตินในเส้นเลือด เป็นต้น
2. โปรตีนที่ใช้ในการหดตัว (Contractile Protein) ใช้ในการออกกำลังหรือเคลื่อนไหว ได้แก่
แอคติน (Actin) และโมโอซิน (Myosin)
3. เอ็นไซม์ (Enzyme) เอ็นไซม์ทุกชนิด คือ โปรตีน ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาย่อยสลายโปรตีนเป็นกรดอะมิโน แป้งเป็นน้ำตาล ไขมันและน้ำมันเป็นกรด ไขมันและกลีเซอรอล เป็นต้น ถ้าร่างกายไม่มีเอ็นไซม์ปฏิกิริยาที่เกิดภายในร่างกายจะช้า ทำให้เราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
4. ฮอร์โมน (Hormones) ฮอร์โมนภายในร่างกายหลายชนิดเป็นโปรตีน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนอินซูลินทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด เป็นต้น
5. โปรตีนขนส่ง (Transport Protein) เช่น ฮีโมโกลบิน เป็นตัวขนส่งออกซิเจนจากปอดไปตามเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ไมโอโกลบินเป็นตัวนำออกซิเจนไปยังเซลล์กล้ามเนื้อ เป็นต้น
6. โปรตีนต้อนรับ (Receptor Protein) โปรตีนหลายชนิด โดยเฉพาะที่เยื่อเซลล์มีหน้าที่จับกับสารบางอย่าง เช่น ตัวส่งสัญญาณทางประสาท ฮอร์โมน ตัวควบคุม เป็นต้น แล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา เช่น มีการตอบสนองการกระตุ้นของฮอร์โมนได้
7. โปรตีนป้องกัน (Protective Protein) อิมมูโนโกลบินในเลือดทำหน้าที่เป็นแอนติบอดีซึ่งจะจับกับสิ่งแปลกปลอมภายนอกที่เป็นแอนตีเจน แล้วจะถูกขับออกจากร่างกาย ไฟบรินและธรอมบิน มีความสำคัญมากเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
8. โปรตีนสะสม (Storage Protein) มีโปรตีนหลายชนิดเป็นแหล่งของอาหาร เช่น เคซีนในน้ำนม โอวัลบูมินในไข่ขาว เป็นต้น


ค. แบ่งตามคุณค่าทางโภชนาการ แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดคือ
1. โปรตีนประเภทสมบูรณ์ หมายถึง โปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด และมีในปริมาณสัดส่วนที่เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โปรตีนประเภทนี้มีอยู่ในอาหารพวกน้ำนม ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง
2. โปรตีนประเภทไม่สมบูรณ์ หมายถึง โปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายไม่ครบทุกชนิด หรือมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบแต่บางชนิดมีปริมาณน้อย ไม่เหมาะสมในการสร้างโปรตีนของร่างกาย ได้แก่ โปรตีนจากพืชทุกชนิดยกเว้นถั่วเหลือง
3. โปรตีนประเภทกึ่งสมบูรณ์ หมายถึง โปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นในปริมาณเพียงพอต่อการดำรงชีวิต แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เช่น โปรตีนจากข้าวสาลี

ความสำคัญของโปรตีนต่อร่างกาย

โปรตีนชนิดต่างๆ มีคุณค่าทางโภชนาการต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของกรด
อะมิโนที่เป็นองค์ประกอบ โปรตีนที่มีคุณภาพสูงคือ โปรตีนประเภทสมบูรณ์ซึ่งหมายถึง โปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิดและมีในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โปรตีนใดที่ขาดกรดอะมิโนจำเป็นแม้เพียงชนิดเดียว หรือมีกรดอะมิโนบางชนิดในปริมาณน้อยเกินไป จัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้กำหนดค่ามาตรฐานปริมาณกรดอะมิโนในโปรตีนขึ้นเพื่อใช้กำหนดว่าโปรตีนใดที่มีคุณภาพสูงหรือต่ำ (ดูตารางที่ 11)
โปรตีนใดมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนใกล้เคียง หรือสูงกว่าค่ามาตรฐานจัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง โปรตีนที่ขาดกรดอะมิโนจำเป็นแม้เพียงชนิดเดียว จัดเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำ เพราะเมื่อรับประทานอาหารโปรตีน เอนไซม์บางชนิดจะย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโนเพื่อให้ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์และนำไปใช้สังเคราะห์โปรตีนชนิดต่างๆ ต่อไป เมื่อขาดกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดจะทำให้การสังเคราะห์โปรตีนลดน้อยลง
โปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ น้ำนมและผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ซึ่งเป็นโปรตีนจากสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ส่วนโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพสูงได้แก่ โปรตีนในถั่วเหลือง ส่วนโปรตีนจากพืชอื่นๆ จะมีคุณภาพต่ำ เช่น โปรตีนจากข้าวสาร ข้าวสาลี ข้าวโพด ดังตารางข้างต้น อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ได้แก่ ไข่ไก่ นมวัว เนื้อ และถั่วเหลือง การบริโภคอาหารพวกธัญพืช เช่น ข้าวต่างๆ ร่วมกับเมล็ดถั่วต่างๆ จะช่วยให้คุณค่าอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นเพราะว่าจะช่วยเสริมกัน พวกถั่วเหลืองบางชนิดขาดกรดอะมิโนบางประเภท ซึ่งพวกธัญพืชจึงมีเสริมกัน สำหรับผักต่างๆ มีโปรตีนน้อยจึงไม่ใช่แหล่งที่สำคัญของโปรตีน
เมื่อเรารับประทานอาหารประเภทโปรตีน โปรตีนจะถูกย่อยโดยเอนไซม์เพปซินในกระเพาะอาหารเอ็นไซม์ทริปซิน และไคโมทริปซินจากตับอ่อน (เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซีส โดยมีเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา) ได้แก่ พอลิเพปไทด์เล็กๆ และกรดอะมิโนจำนวนหนึ่ง และเพปไทด์เล็กๆ จะถูกย่อยโดยเอนไซม์คาร์บอกซีเพปติเดสจากตับอ่อน เอ็นไซม์อะมิโนเพปติเดส และไดเพปติเดสจากลำไส้ได้กรดอะมิโนอิสระ กรดอะมิโนที่ได้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย กรดอะมิโนส่วนใหญ่ที่ได้จากอาหาร (ประมาณสามในสี่ส่วน) จะใช้ในการสังเคราะห์โปรตีนชนิดต่างๆ ภายในเซลล์ เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน ฮีโมโกลบิน โปรตีนโครงสร้าง เป็นต้น ส่วนกรดอะมิโนอีกส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในการเผาผลาญเพื่อให้พลังงาน โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตจะใช้กรดอะมิโนเป็นแหล่งพลังงานเมื่อขาดแคลนพลังงานที่สำคัญคือ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เนื่องจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม นับวันจะมีราคาสูงและหายาก จึงเป็นผลให้เกิดภาวะการขาดสารอาหารประเภทโปรตีนขึ้นกับประชากรหลายประเทศ จึงมีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตจากพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากถั่วเหลืองพันธุ์ต่างๆ เพราะทำให้ได้โปรตีนที่มีคุณภาพสูง
อาหารที่ให้พลังงานบางอย่างอาจก่อให้เกิดภาวะเครียดให้แก่ร่างกายได้ เช่น อาหารไขมันสูง และอาหารฟาสต์ฟูดที่อุดมไปด้วยแป้งและไขมัน นอกจากจะย่อยช้า ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้องแล้ว อาหารไขมันสูงยังเพิ่มระดับฮอร์โมนที่ก่อความเครียดได้อีกด้วย ดังนั้นปริมาณอาหารให้พลังงานที่เหมาะสมต่อวันตามรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (F.A.O.) แจ้งค่าเฉลี่ยไว้ อยู่ระหว่าง 2,400 – 2,800 กิโลแคลอรี โดยได้จากโปรตีนประมาณ 400 กิโลแคลอรี และไขมันและแป้งประมาณ 2,400 กิโลแคลอรี
สำหรับไทยเราได้จัดกลุ่มธงโภชนาการออกเป็น 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
- 1,600 กิโลแคลอรี สำหรับเด็กอายุ 6-13 ปี หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และ 60 ปีขึ้นไป
- 2,000 กิโลแคลอรี สำหรับวัยรุ่นหญิง-ชาย อายุ 14-25 ปี ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี
- 2,400 กิโลแคลอรี สำหรับหญิง-ชายที่ใช้พลังงานมาก เช่น ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร นักกีฬา เป็นต้น
ดังนั้น การรู้จักควบคุมการรับประทานอาหารโดยให้ได้พลังงานที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งจำเป็น และไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเกินไปเลยสำหรับผู้ที่ต้องการมีชีวีที่เป็นสุข ปลอดภัยจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และไม่ต้องการสร้างภาวะเครียดให้กับร่างกายและจิตใจ ดูตารางที่ 10 ซึ่งเป็นตารางแสดงพลังงานและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารจานเดียว และทดลองจัดเมนูอาหารให้กับตัวเองอย่างไร ให้ได้อาหารที่มีปริมาณพลังงานที่เหมาะสมสำหรับตัวเราเองใน 3 วัน

1.1.2 กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน

1. ไวตามิน เป็นสารอินทรีย์ซึ่งมีอยู่ในพืชและสัตว์หลายชนิด เป็น 1 ใน 5 ของสารอาหารหลัก 5หมู่ มีความสำคัญต่อชีวิต และการเจริญเติบโตของร่างกาย ในปี พ.ศ. 2476 นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกเอาไวตามินซีออกมาได้เป็นตัวแรก และต่อมาแยกไวตามินบีหนึ่งได้ ไวตามินอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้นก็สามารถแยกสารที่มีความสำคัญนี้ออกมาได้หลายชนิด และตั้งชื่อว่าไวตามิน ซึ่งมาจากคำว่า vital+amine (Vital แปลว่า สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต Amine แปลว่า สารที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ) ในปัจจุบันพบไวตามินทั้งสิ้น 13 ชนิด ด้วยกันคือ ไวตามินเอ ไวตามินกลุ่มบี บี(1,2,6,12) ไนอะซิน (Niacin) กรดแพนไทเดอนิค (Panto Thenic Acid) กรดโฟลิค (Folic Acid) ไบโอติน (Biotin) ไวตามินซี ไวตามินดี ไวตามินอี และไวตามินเค

ประเภทของไวตามิน

ไวตามินแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามคุณสมบัติของการละลายคือ
1. ประเภทที่ละลายได้ในไขมัน ได้แก่ ไวตามินเอ ดี อี เค
2. ประเภทที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ ไวตามินกลุ่มบี (บี1 บี2 บี6) ไนอะซิน กรดแพนโทเดอนิค กรดโฟลิค บี12 ไบโอติน และ ไวตามินซีรวม 9 ชนิด
การนำไวตามินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณสมบัติดังกล่าวด้วย เช่น พวกที่ละลายได้ในไขมัน ร่างกายจะต้องได้รับพร้อมๆ กับไขมัน จึงจะถูกดูดซึม และเก็บสะสมในร่างกาย เพื่อใช้ในโอกาสต่อไป แต่หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะก่อให้เกิดโทษกับร่างกายได้
ส่วนพวกที่ละลายในน้ำ จะสูญเสียคุณค่าไปในน้ำได้ง่าย เช่น ในผัก ผลไม้ จึงควรล้างน้ำเร็วๆ ไม่ควรหั่นก่อนล้างน้ำ ไวตามินพวกนี้ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไปจะถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ ดังนั้นควรรับประทานทุกวันและในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
นอกจากนี้ ไวตามินบางตัวยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเช่น ไวตามินเอ สลายได้ง่ายในภาวะที่เป็นกรด ไวตามินบี1 บี2 ซี สลายได้ง่ายในภาวะที่เป็นด่าง ไวตามินเอ บี1 ซี และอี ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย ไวตามินทุกตัวไม่ทนต่อความร้อน ยกเว้นไนอะซิน ดังนั้นในการประกอบอาหารหรือถนอมอาหารเก็บไว้รับประทานจึงควรคำนึงถึงคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าว
จากการค้นพบและผลงานวิจัยจากทั่วโลก ทำให้เรารู้ว่าไวตามินเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยเอนไซม์ในการเร่งปฏิกริยาชีวเคมีต่างๆ ในร่างกายให้ดำเนินไปอย่างปกติ การขาดไวตามินจะทำให้เอนไซม์ในร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทำงานได้ เป็นเหตุให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นแล้วแต่ไวตามินชนิดนั้นๆ แม้การขาดจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่มองไม่เห็นอาการ แต่สามารถบั่นทอนสุขภาพได้ทั้งกายและใจ การขาดไวตามินแม้เพียงตัวใดตัวหนึ่ง อาจทำให้ขาดตัวอื่นไปด้วย ซึ่งจะใช้สารอื่นทดแทนไม่ได้ เพราะร่างกายของคนเราสังเคราะห์ขึ้นมาเองไม่ได้ ต้องได้จากการรับประทานอาหารเท่านั้น

ความสำคัญของไวตามิน 13 ชนิด

1. ไวตามินเอ ไวตามินซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็นของดวงตา การมองเห็นในที่มี
แสงสว่างน้อย หรือเวลากลางคืน และปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันหรือรักษามะเร็งได้อีกด้วย
2. ไวตามินบี 1 มีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแป้ง น้ำตาลให้เป็นพลังงาน รักษาระบบการ
ทำงานของระบบประสาท ข้าวเจ้าซึ่งขัดสีจนขาวจะขาดไวตามินบี 1 ได้ ส่วนข้าวสาลีแม้จะขัดสีจนขาว แต่ยังมีบี 1 หลงเหลือมากกว่าข้าวเจ้า ในปัจจุบันผู้คนมักรับประทานอาหารสำเร็จรูปของขบเคี้ยวดื่มเครื่องดื่มซึ่งมีน้ำตาลจำนวนมากผสมอยู่ ร่างกายจะต้องการไวตามินบี1 เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าไม่เพียงพอก็จะเกิดโรคเหน็บชาขึ้น
3. ไวตามินบี 2 มีผลต่อการเจริญเติบโต จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ กระบวน
การเมตาบอลิซึ่ม ช่วยในการย่อยสลายไขมันชนิดอิ่มตัว
4. ไวตามินบี 6 จำเป็นต่อกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของโปรตีน ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก จะต้องการไวตามินบี 6 มากขึ้น ป้องกันตะคริว
5. ไวตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และส่วนปลาย จึงช่วยป้องกันอาการหลงๆ ลืมๆ ได้
6. ไนอะซิน (กรดนิโคตินิค) ทำหน้าที่คล้ายบี2 แต่ไนอะซิน เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ต่างๆ มากกว่า ร่างกายจึงต้องการไนอะซินมากกว่าบี 2 ถึง 10 เท่า นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลและไขมันเป็นพลังงาน
7. กรดแพนโทเดอนิค ในภาษากรีก หมายถึง “ มีอย่างแพร่หลายในโลกของสัตว์ ” หน้าที่สำคัญก็คือ ป้องกันประสาทส่วนปลายเป็นอัมพาต ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของน้ำตาล ไขมันและโปรตีน ข้อดีอีกอย่างก็คือ สามารถบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้ดี ทำให้เส้นผมเงางาม จึงใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในครีมนวดผมต่างๆ
8. กรดโฟลิค เป็นตัวการสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตแดง แหล่งอาหารพบมากในใบพืชสี
เขียวและตับ
9. ไบโอติน มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของกรดไขมัน และกรดอะมิโน ช่วยรักษาโรคทางระบบประสาท เช่น อาการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า ช่วยถนอมผิวพรรณให้ปกติ
10. ไวตามินซี เชื่อกันว่าไวตามินนี้มีประโยชน์หลายด้าน ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในอาหาร
ช่วยป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสในร่างกาย และยังเชื่อกันว่ามีผลต่อการต่อต้านและยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งอีกด้วย
11. ไวตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ในทารกถ้าขาดทำให้ลำไส้เล็ก กะโหลกจะไม่หนาขึ้น ขาและกระดูกสันหลังโก่งงอ เป็นโรคกระดูกอ่อนได้ แต่ถ้าร่างกายได้ไวตามินดีมากเกินไปก็จะเกิดผลเสียคือ ทำให้แคลเซียมถูกแยกออกจากกระดูก ทำให้กระดูกเปราะได้เช่นกัน
12. ไวตามินอี เชื่อกันว่าเป็นไวตามินที่มีสรรพคุณยับยั้งความชรา ช่วยขัดขวางการรวมตัวของออกซิเจนกับกรดไลโนเลอิก ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดจึงน้อยลง ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ประโยชน์อีกประการหนึ่งก็คือช่วยให้ร่างกายปรับตัวต่ออุณหภูมิภายนอกได้เร็วขึ้น
13. ไวตามินเค ช่วยให้เลือดแข็งตัว แบคทีเรียในลำไส้สามารถสร้างไวตามินเคขึ้นมาได้ ภาวะการขาดไวตามินเคของร่างกายจึงเกิดน้อยมาก
ในปัจจุบันผู้คน ผู้อยู่ในภาวะขาดไวตามินมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ อาหารสำเร็จรูป อาหารประเภทฟาสต์ฟูด รับประทานอาหารซ้ำๆ จำเจ เลือกรับประทานอาหารเฉพาะอย่าง ถึงเวลาหรือยังที่เราควรจะต้องเรียนรู้เรื่องของไวตามิน และสร้างสุขนิสัยการกิน หันมารับประทานอาหารให้หลากหลายที่ช่วยทำให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเลือกรับประทานอาหาร ซึ่งมีไวตามินต่างๆ อย่างครบถ้วน เพื่อชีวิตที่สุขสบาย ไร้โรค ให้ดูตารางที่ 10 และ 11 และทดลองจัดรายการอาหารใน 1 วัน ให้ได้ปริมาณของไวตามินที่สำคัญอย่างครบถ้วน

2. เกลือแร่ เป็นอีกประเภทหนึ่งของอาหารพวกที่ไม่ให้พลังงาน แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างมากในส่วนต่างๆ ของร่างกายดังต่อไปนี้คือ
1. แคลเซียม มีความสำคัญต่อการสร้างฟัน กระดูก ช่วยให้การแข็งตัวของเม็ดเลือด การ
ทำงานของกล้ามเนื้อเป็นปกติ ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมเป็นเวลานานก็จะดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน ซึ่งจะเกิดปัญหากับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
2. ฟอสฟอรัส ทำหน้าที่ร่วมกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟันและยังทำหน้าที่เกี่ยวกับ
กระบวนการสร้างพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไป ความต้องการฟอสฟอรัสของร่างกาย มักจะควบคู่ไป
กับความต้องการของแคลเซียม สัดส่วนที่เหมาะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ร่างกายต้องการคือ 1 : 1 หรือ 1 : 1.5

3. เหล็ก ปริมาณของเหล็กที่ร่างกายมีน้อยมากคือ อยู่ในเลือดประมาณ 2 ใน 3 (คือ ส่วน
ประกอบของเฮโมโกลบินซึ่งเป็นตัวนำออกซิเจนไปยังที่ต่างๆ ในร่างกาย ) ส่วนที่เหลือเก็บไว้ที่ตับ ม้าม ไขกระดูก และกล้ามเนื้อ การดูดซึมของเหล็กอยู่ในความควบคุมของลำไส้เล็ก เหล็กในอาหารจะถูกดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 10 เมื่อร่างกายขาดเหล็กจะไม่สามารถสร้างฮีโมโกลบินได้เพียงพอทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
4. แมกนีเซียม อยู่ในกระดูก (ร้อยละ 70) ส่วนที่เหลืออยู่ในเลือดและกล้ามเนื้อ แมกนีเซียม
ช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาท มีในอาหารพืชสีเขียว รำข้าว ร่างกายขาดแมกนีเซียมทำให้กล้ามเนื้อกระตุก
5. โซเดียม ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายความต้องการของคนวันละประมาณ 2.5
กรัม คนที่เสียเหงื่อมากต้องการโซเดียมมากกว่าปกติ คนเรามักได้รับโซเดียมจากเกลือ เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว อาหารนม เนื้อ ไข่ ให้โซเดียมปานกลาง ส่วนผักและผลไม้มีโซเดียมปริมาณต่ำ ถ้าร่างกายขาดเกิดการเบื่ออาหารเป็นตะคริว เซื่องซึม ชัก ถึงอาจขาดสติและตายได้ ถ้ากินโซเดียมมากทำให้เกิดความดันโลหิตสูงควรกินอาหารพอประมาณ
6. ไอโอดีน ส่วนใหญ่จะอยู่ต่อมไทรอยด์เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมนไธรอกซิน ร่างกายขาดไอโอดีนแต่เด็กจะทำให้เป็นโรคแคระแกรน สติปัญญาเสื่อม ถ้าผู้ใหญ่ขาดไอโอดีนนานๆ จะเป็นโรคคอพอก ถ้ากินอาหารทะเล กินเกลือเสริมไอโอดีนก็จะหายได้
7. โปแตสเซียม ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ จังหวะการเต้นของหัวใจและรักษาระดับของเหลวในเซลล์ ในอาหารมี กล้วย น้ำนม น้ำส้ม ผักใบเขียว

3. น้ำ น้ำเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของร่างกาย เช่น น้ำในเลือดประมาณร้อยละ 92 ในเม็ดเลือดแดงประมาณร้อยละ 60 ในกล้ามเนื้อประมาณร้อยละ 80 ส่วนเยื่อกระดูกมีน้อยมาก น้ำทำหน้าที่เป็นตัวทำละลาย เป็นตัวหล่อลื่น เป็นตัวกลางในการลำเลียงอาหารและของเสีย ควบคุมกระบวนการทางเคมี ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเซลล์ในร่างกาย อุณหภูมิซึ่งเซลล์ทนทานได้จะอยู่ในระหว่าง 10 – 40° C ถ้าเกินกว่าช่วงนี้จะได้รับอันตราย น้ำช่วยลดความร้อนของร่างกายทำให้อุณหภูมิในร่างกายไม่สูงถึงขีดอันตรายเมื่อเวลามีไข้
จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เราทั้งหลายคงเห็นแล้วว่าอาหารทั้งสองกลุ่ม คือทั้งที่ให้พลังงานและไม่ให้พลังงานมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ถึงแม้ว่าอาหารบางอย่างร่างกายของเราจะต้องการเพียงน้อยนิดแต่ถ้าขาดไปนานเข้าอาจก่อให้เกิดผลเสียกับสุขภาพในระยะยาวได้

ไขมันและน้ำมัน

2. ไขมันและน้ำมัน
ไขมันและน้ำมัน เป็นสารประเภทอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ทั้งไขมันและน้ำมันเป็นสารประกอบประเภทเอสเทอร์ โดยไขมัน (Fat) เป็นของแข็งและน้ำมัน (Oil) เป็นของเหลวที่อุณหภูมิ 25 oC หน้าที่สำคัญของไขมันและน้ำมันคือ เป็นโครงสร้างที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นแหล่งพลังงานของสิ่งมีชีวิต การเผาผลาญไขมันอย่างสมบูรณ์จะให้พลังงานประมาณ 9.0 กิโลแคลอรีต่อกรัม ในขณะที่คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนให้พลังงาน 4 และ 4.2 กิโลแคลอรีต่อกรัมตามลำดับ นอกจากนั้นไขมันยังเป็นนวมป้องกันอวัยวะภายในอีกด้วย ไขมันและน้ำมันถ้ารับประทานมากเกินความต้องการของร่างกาย ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้ในร่างกาย ไขมันและน้ำมันพบได้ทั้งในสัตว์และพืช ในสัตว์จะพบไขมันสะสมอยู่ในเนื้อ เช่น ไขมันวัว ส่วนในพืชมักพบในผลและเมล็ด เช่น มะพร้าว ปาล์ม ถั่วเหลือง เมล็ดฝ้าย เมล็ดทานตะวัน รำข้าว เป็นต้น ถ้าไขมันหรือน้ำมันถูกย่อยจะได้โมเลกุลเล็กของกรดไขมัน
กรดไขมัน เป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่งที่มีหมู่คาร์บอกซิล (-C// –OH) เป็นหมู่ฟังก์ชันเหมือนกรดอินทรีย์ทั่วๆ ไป แต่ในโมเลกุลของกรดไขมันมีหมู่ –C// –OH เพียง 1 หมู่ ต่ออยู่กับสายของไฮโดรคาร์บอนแบบไม่มีกิ่งที่อิ่มตัว หรือไม่อิ่มตัวก็ได้ กรดไขมันจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทคือ กรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว
กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids) คือ กรดไขมันที่ในโมเลกุลมีจำนวนไฮโดรเจนอะตอมอยู่เต็มที่ หรือพันธะระหว่างคาร์บอนอะตอมเป็นพันธะเดี่ยวทั้งหมด กรดไขมันชนิดนี้มีสูตรทั่วไปเป็น CnH2n+COOH เมื่อ n คือ เลขจำนวนเต็มใดๆ ที่มีค่าบวกและเป็นเลขคี่ (แต่จำนวนคาร์บอนทั้งหมดเป็นเลขคู่) เช่น 11,13,15,17.... ตัวอย่างกรดไขมันอิ่มตัว เช่น กรดลอริก (C11H23COOH) กรดปาล์มมิติก (C15H31COOH) เป็นต้น
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) คือ กรดไขมันที่โมเลกุลมีจำนวนไฮโดรเจนน้อยกว่าปกติ หรือในโมเลกุลพันธะระหว่างคาร์บอนอะตอมมีพันธะคู่อยู่ด้วยอย่างน้อย 1 พันธะ กรดไขมันประเภทนี้จำนวนไฮโดรเจนไม่เป็นไปตามหลักสูตร CnH2n+COOH เช่น กรดโอเลอิก
(C17H33COOH) มีไฮโดรเจนน้อยกว่าปกติ 2 อะตอม กรดไลโนเลอิก (C17H31COOH) มีไฮโดรเจนน้อยกว่าปกติ 4 อะตอม กรดไลโนเลอิก (C17H29COOH) มีไฮโดรเจนน้อยกว่าปกติ 6 อะตอม เป็นต้น กรดไขมันที่พบในธรรมชาติส่วนใหญ่มีจำนวนคาร์บอนเป็นเลขคู่คือ ประมาณ 14 – 22 อะตอม แต่ที่พบมากเป็นกรดที่มีคาร์บอน 16 หรือ 18 อะตอม กรดไขมันอิ่มตัวที่พบมากที่สุดคือ กรดปาล์มิติก รองลงมาคือ กรดสเตียริก ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากที่สุดคือ กรดโอเลอิก


1. กรดไขมันทั้งประเภทอิ่มตัว และไม่อิ่มตัวที่มีจำนวนพันธะคู่ระหว่างคาร์บอนเท่ากันจะมีจุดหลอมเหลวเพิ่มขึ้น เมื่อมีจำนวนคาร์บอนอะตอมหรือมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น
2. กรดไขมันอิ่มตัวมีจุดหลอมเหลวสูงกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีจำนวนคาร์บอนเท่ากัน
หรือใกล้เคียงกัน
3. กรดไขมันไม่อิ่มตัว เมื่อมีพันธะจำนวนคู่เพิ่มขึ้น จะมีจุดหลอมเหลวลดลง

องค์ประกอบในไขมันและน้ำมัน

รูปแสดงปฏิกิริยาของกรดไขมันกับกลีเซอรอล ทั้งไขมันและน้ำมันเป็นเอสเทอร์ที่เกิดจากกรดไขมันทำปฏิกิริยากับกลีเซอรอล
ไขมันซึ่งเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง เช่น ไขวัว เป็นเอสเทอร์ที่องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัว ส่วนน้ำมันซึ่งเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว เป็นต้น เป็นเอสเทอร์ที่องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เนื่องจากไขมันและน้ำมันแต่ละชนิดประกอบด้วยกลีเซอรอลเหมือนกัน แต่กรดไขมันแตกต่างกัน สมบัติของไขมันหรือน้ำมันแต่ละชนิดจึงขึ้นอยู่กับสมบัติของกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบ เช่น กรดไขมันชนิดอิ่มตัว มีจุดหลอมเหลวสูงกว่ากรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หรือกรดไขมันที่มีมวลโมเลกุลมากกว่ามีจุดหลอมเหลวสูงกว่า จึงทำให้ไขมันมีจุดหลอมเหลวสูงกว่าน้ำมัน หรือไขมันและน้ำมันใดที่ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวในเปอร์เซ็นต์สูงหรือประกอบด้วยกรดไขมันที่มีจำนวนคาร์บอนมาก (มวลโมเลกุลมาก) จะมีจุดหลอมเหลวสูงกว่าไขมัน และน้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในเปอร์เซ็นต์สูงหรือประกอบด้วยกรดไขมันที่มีจำนวนอะตอมของคาร์บอนน้อย (มวลโมเลกุลน้อย) ตัวอย่างกรดไขมันหรือน้ำมันบางชนิด
ไข (Wax) เป็นเอสเทอร์ของกรดไขมันกับแอลกอฮอล์ที่มีมวลโมเลกุลมาก และเป็นแอลกอฮอล์ที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) เพียงหนึ่งหมู่ต่ออยู่กับโซ่ยาวของคาร์บอน (Monohydric Alcohol)
ตัวอย่างเช่น
โคเลสเตอรอล (Cholesterol) คือ สารที่มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ มีลักษณะเป็นขี้ผึ้งสีขาวซึ่งเรียกว่าสเตอรอลจากสัตว์ ในร่างกายของคนเราอาจจะอยู่ในสถานะอิสระหรือรวมตัวกับกรดไขมันเป็นส่วนประกอบของเซลล์และน้ำในร่างกาย โดยใช้เป็นสารแม่สำหรับสร้างฮอร์โมนบางชนิดให้วิตามินดี สารโคเลสเตอรอลนี้พบในอวัยวะทั่วๆ ไป ซึ่งอาจเป็นแหล่งที่ถ่ายทอดสารนี้ให้แก่กันได้เมื่อมีความต้องการ เช่น พลาสม่า เม็ดเลือด เนื้อเยื่อสมอง ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และตับ ซึ่งมีสารนี้มากที่สุดทั้งยังเป็นแหล่งผลิตสารนี้เป็นส่วนใหญ่ในร่างกายอีกด้วย และถ้ามีโคเลสเตอรอลในร่างกายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันมากขึ้นเช่นกัน และทางเดียวที่จะขับสารนี้ออกคือ ทางลำไส้ ซึ่งขับถ่ายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ดังนั้น การเลือกไขมันในการประกอบอาหารอย่างถูกต้องจะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลได้ เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวโดยเฉพาะกรดไลโนเลอิก และกรดไลโนเลนิก จะเข้าไปเกาะทำปฏิกิริยาเกิดเป็นโคเลสเตอรอลเอสเทอร์ ซึ่งแตกตัวง่ายและอยู่ในสถานะของเหลว ส่วนกรดไขมันอิ่มตัวจะเป็นไขง่าย ได้จากกรดไขมันสัตว์ ไขมันมะพร้าว ดังนั้น ผู้บริโภคที่มีโคเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นไขมันอิ่มตัว ปริมาณโคเลสเตอรอลที่เรียกว่าสูง และมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน คือ ระดับโคเลสเตอรอลมากกว่า 240 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ระดับโคเลสเตอรอล 200- 239 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่ามีระดับความเสี่ยงปานกลางที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ระดับที่ปลอดภัย ต้องไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (100 ml)
ถ้าระดับโคเลสเตอรอลของเราสูงกว่าปกติควรควบคุมอาหารและลดปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิด ลงด้วย เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมระดับแรงดันเลือดและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ถ้าอายุมากกว่า 25 ปี ควรตรวจเลือดเป็นประจำ จะได้แก้ไขได้ทันทีเมื่อพบว่าเริ่มจะเป็นหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็น โดยหันมาดูแลตัวเองเรื่องอาหาร ปรับปรุงอาหารการกินให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคโคเลสเตอรอลผิดปกติ
ร่างกายจะได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารและสามารถสร้างขึ้นได้เองที่ตับ ปริมาณที่สร้างขึ้นในร่างกาย 2-3 เท่าของที่ได้รับจากสารอาหาร การสร้างและการสลายตัวเกิดขึ้นตลอดเวลา และถูกขับออกจากร่างกายในรูปของกรดและเกลือน้ำดี ปล่อยออกสู่ลำไส้เล็กเพื่อช่วยย่อยไขมัน ดังนั้นจึงควรระมัดระวังไม่ให้บริโภคเกินความต้องการของร่างกาย
การวิจัยในปัจจุบันพบว่า โคเลสเตอรอลแบ่งออกได้หลายชนิด
โดยปกติโคเลสเตอรอลที่เกิดอยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์จะรวมอยู่กับโปรตีน เกิดเป็นสารที่เรียกว่าลิโพโปรตีน (Lipoproteins) หลายตัวด้วยกันที่สำคัญคือ ลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low-density Lipoproteins : LDL) หรือเรียกว่า โคเลสเตอรอล ที่มีความหนาแน่นต่ำ และลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง (High-density Lipoproteins : HDL) หรือที่เรียกว่าโคเลสเตอรอลที่มีความหนาแน่นสูงซึ่งมีอยู่ในกระแสเลือดมากยิ่งดี เพราะจะเป็นตัวดึงโคเลสเตอรอล ความหนาแน่นต่ำที่จะตกค้างอยู่ในหลอดเลือดหัวใจออกไปให้ร่างกายเผาผลาญให้หมดไป หรือร่างกายนำไปใช้สร้างวิตามินดี หรือฮอร์โมนทางเพศที่ร่างกายต้องการได้
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์และแพทย์สมัยใหม่เชื่อว่าอัตราส่วนระหว่างโคเลสเตอรอลทุกชนิดในเลือดเทียบกับโคเลสเตอรอลที่มีความหนาแน่นสูงเท่ากับ 3.5 ต่อ 1 แสดงว่าจะไม่เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ถ้าอัตราส่วนสูงขึ้นไปถึง 5 : 1 แสดงว่ามีโอกาสเกิดหัวใจวายได้ง่าย

ความสำคัญของไขมันและน้ำมันในร่างกาย

น้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู ไขวัว เนย มักมีกรดไขมันอิ่มตัวเป็นองค์ประกอบสูงกว่ามากจึงมีสภาพเป็นของแข็ง กรดไขมันอิ่มตัวซึ่งส่วนใหญ่พบในน้ำมันสัตว์ ไขมันสัตว์และน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น กรดไขมันต่างๆ เหล่านี้เมื่อดูดซึมเข้าร่างกายแล้ว ถ้ามีส่วนเหลือจากร่างกายใช้จะถูกเก็บไว้ในรูปของไขมันโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดหลอมเหลวสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากับหลอดเลือดในภายหลังได้เพราะเกิดการแข็งตัวของกรดไขมันจับตัวอยู่ตามหลอดเลือด
ส่วนกรดไขมันกลุ่มที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential fatty acids) ได้แก่ กรดไลโนเลนิก (Linolenic acid) กรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) และกรดอะราชิโนดิก (Arachidonic acid) เป็นต้น ซึ่งกรดกลุ่มนี้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เองเหมือนกรดไขมันอิ่มตัว จำเป็นต้องได้รับจากสารอาหารเท่านั้น กรดไลโนเลอิก และกรดไลโนเลนิก จะมีความจำเป็นอย่างมากต่อสภาพร่างกาย เช่น
- จำเป็นต่อการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ร่างกาย
- จำเป็นต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์
- จำเป็นต่อการนำโคเลสเตอรอลไปใช้ให้เกิดประโยชน์
- จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก
- เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โปรสตาแกลนติน (Prostaglandin) PG ซึ่งเป็นฮอร์โมน ในเนื้อเยื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบ
- ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น หากร่างกายขาดสาร 2 ชนิดนี้นานเกินไป จะทำให้ผิวหนังแตกแห้ง และผมร่วงได้
เมื่อเรารับประทานอาหารที่เป็นไขมันและน้ำมันเข้าไป จะถูกย่อยที่ลำไส้เล็กโดยไขมันและน้ำมันจะถูกน้ำดีทำให้เป็นอีมัลชันก่อน จากนั้นเอ็นไซม์ไลเปส (Lipase) จะเร่งปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ย่อยไขมัน และน้ำมันให้กลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล และถูกดูดซึมไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย แต่ถ้าร่างกายใช้ไม่หมดจะสะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันอยู่ในร่างกายทำให้อ้วนได้ ไขมันและน้ำมันนอกจากร่างกายจะได้จากการรับประทานอาหารประเภทไขมัน และน้ำมันโดยตรงแล้วร่างกายเรายังสามารถเปลี่ยนอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลให้เป็นไขมันได้อีกด้วย ดังนั้นคนที่รับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากเกินไปก็จะทำให้อ้วนได้เช่นเดียวกัน

ปริมาณไขมันที่ควรบริโภค

ยังไม่มีการกำหนดว่าในวันหนึ่งๆ บุคคลควรบริโภคไขมันปริมาณเท่าใด มีแต่การแนะนำว่าไม่ควรบริโภคมากเกินไปเพราะมีหลักฐานว่า ไขมันในอาหารมีความเกี่ยวข้องกับโรคหลอดโลหิตและหัวใจ สภาอาหารและโภชนาการของสหรัฐฯ แนะนำให้บริโภคไขมันจากพืชซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัว เพราะพบว่าสามารถลดโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นสาเหตุของหลอดโลหิตแข็งได้บ้าง หลังจากการค้นคว้าจำนวนมาก สภาอาหารและโภชนาการของสหรัฐฯ แนะนำเพิ่มเติมว่าอาหารของทารกควรมีไขมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของแคลอรีทั้งหมด เพื่อจะได้รับกรดไขมันจำเป็นเพียงพอต่อความเจริญเติบโต
ของร่างกาย
ในประเทศไทยเรายังไม่มีการกำหนดแต่เห็นด้วยว่า เด็กทารกควรจะได้รับแคลอรีจากไขมันบ้างเพราะการกินอาหารของคนไทยโดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือมีปริมาณน้อยเกินไป นักโภชนาการไทยประมาณว่าเด็กควรจะกินไขมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20-25 ของแคลอรีทั้งหมดและเน้นเรื่องการกินไขมันจากพืชให้มากเพื่อป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นกับหัวใจและหลอดโลหิต
แต่ถ้าคนเรากินไขมันน้อยเกินไป อาจจะไม่ได้รับพลังงานเพียงพอทำให้น้ำหนักตัวน้อย และอาจขาดวิตามินประเภทที่ละลายในไขมัน เช่น เอ ดี อี เค ด้วย
อย่างไรก็ตามถ้าเราลองพิจารณาอาหารไทยตามร้านค้าประเภทจานด่วนจะเห็นว่า ข้าวราดแกงทั้งหลายเป็นกับข้าวที่ใช้กะทิทั้งสิ้น ทั้งแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงคั่ว แกงแดง ฉู่ฉี่ ห่อหมกแม้แต่น้ำพริกยังราดกะทิ บรรดาผัดไม่ว่าจะเป็นผัดผัก ผัดเผ็ด ผัดพริกขิง ก็จะเห็นน้ำมันลอยเป็นแพ พวกอาหารทอด ไข่เจียว ไข่ดาว หมูทอด ไก่ทอด ปลาทอด เนื้อทอด ซึ่งต้องทอดในน้ำมันท่วม ทำให้มีน้ำมันค้างในอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก
ดังนั้น การรับประทานอาหารประเภทไขมันในปริมาณมาก และบ่อยเกินไป ไม่ว่าจะเป็นอาหารชาติไหน ทั้งฝรั่ง ไทย จีน ถ้าไม่เลี่ยงอาหาร ผัด ทอด อาหารใส่กะทิ เนื้อติดมัน หนังไก่ หนังปลา แคบหมู ไม่ย้อนกลับไปมองอาหารประเภทผักผลไม้ อาหารพร่องไขมัน คนไทยเราก็คงหนีโรคอ้วนไม่พ้น ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บก็จะทวีมากขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งตับอ่อน และน่าแปลกที่ไขมันกลุ่มที่สร้างปัญหามะเร็งมากที่สุด มักเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง (Polyunsatualted Fatty Acid) กลุ่มโอเมก้า6 ในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด ฯลฯ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงในปริมาณมาก กรดไขมันชนิดนี้ไม่คงตัว หากได้รับความร้อนมาก สัมผัสอากาศนาน ใช้ปรุงอาหารซ้ำหลายๆ ครั้ง กรดไขมันอาจแตกตัวหรือเกิดอนุมูลอิสระ หากผู้บริโภคได้รับอนุมูลอิสระจากกรดไขมันพวกนี้ไปมากๆ ก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้มากเช่นกัน
ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในต่างประเทศมักติดคำแนะนำไว้ว่าอย่าใช้น้ำมันพืชประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง แต่ให้ใช้น้ำมันสลัด หากคิดจะใช้ไขมันปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานานๆ ให้ใช้พวกมาร์การีน (เนยเทียม) แทน